PODCAST ENDTIMES: เมื่อโลกรักในคำโกหกยิ่งกว่ารักความจริง

 

เมื่อโลกตกหลุมรักคำโกหกหลอกลวงที่ดูสวยหรู

ยิ่งกว่ารักความจริงที่ทิ่มแทงใจ

วันหนึ่งการหลอกลวงของโลกนี้จะพาทุกคนไปถึงจุดที่มนุษย์ทุกคนเกินรับไหว

 

ในปี ­­1917 นักข่าวชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง นามว่า เอช.แอล เมนเคน

ได้สร้างเรื่องราวอื้อฉาวจากจากคำหลอกลวงที่เขาแต่งขึ้นมา ในขณะที่เขาเป็นนักเขียนให้กับหนังสือพิมพ์นิวยอร์คอีฟนิ่งเมล

เขาได้สร้างเรื่องประวัติศาสตร์ปลอมๆ เกี่ยวกับอ่างอาบน้ำขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้น

แต่กลายเป็นว่าทุกคนเชื่อเรื่องหลอกลวงของเขาอย่างง่ายดาย ถึงขนาดที่ทำให้เขาเองก็ประหลาดใจ

 

เวลาผ่านไปเกือบ 9 ปี เขาออกมายอมรับว่าเขาโกหก เรื่องราวทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องจริง

แต่เวลาผ่านไปนานขนาดนั้น เรื่องราวที่เขาได้เขียนขึ้นก็แพร่กระจายไปแล้วทั่วโลก

เขาไม่สามารถพูดหรือแก้ไข หรือทำสิ่งใดเพื่อจะนำความจริงกลับคืนมาได้

ส่งผลให้เมนเคน สรุปพฤติกรรมของมนุษย์ออกมาได้ว่า

“มนุษย์ปกติทั่วไป ไม่มีคนไหนอยากได้ยินความจริง

ความจริงเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อยที่หลงใหลในสิ่งที่ถูกต้อง และผิดปกติวิสัยจากมนุษย์ปกติทั่วไป

เพราะพวกเขาจะถูกเกลียดชังเมื่อตั้งใจบอกความจริงขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

และเมื่อพวกเขาตายไป พวกเขาก็จะถูกลืมอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่จะเหลืออยู่ในโลก คือชุดเรื่องราวของคำโกหกที่ผ่านการทดสอบมาอย่างยาวนานและเป็นที่ตกลงร่วมกันให้ยอมรับได้อย่างมั่นคง”

 

ทุกวันนี้ เราจึงเห็นผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกที่เชื่อเรื่องโกหกที่ทำให้สบายใจมากมาย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโกหกเกี่ยวกับพระเจ้า

เรื่องโกหกเกี่ยวกับพระเยซู  เรื่องโกหกเกี่ยวกับการทรงสร้างโลก

เรื่องโกหกเกี่ยวกับศีลธรรม

เรื่องโกหกเกี่ยวกับอิสราเอล

เรื่องโกหกเกี่ยวกับความรอด

เรื่องโกหกเกี่ยวกับ สวรรค์ นรก การพิพากษา และอื่นๆ อีกมากมาย

 

ในโลกนี้มีคำโกหกหลอกลวงมากมายที่ผู้คนเชื่อ ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากความไม่รู้ การบิดเบือนข้อมูล

หรือการโน้มน้าวใจจากกลุ่มคนที่มีวาระซ่อนเร้น

บางครั้งคำโกหกเหล่านี้ก็ถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคม

ต่อไปนี้คือตัวอย่างของคำโกหกหลอกลวงที่คนในโลกนี้เชื่อกัน

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับศาสนา** เช่น

– คำโกหกที่ว่า **พระเจ้าไม่มีอยู่จริง** บางคนเชื่อว่าพระเจ้าเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือสิ่งสมมติขึ้นมาเพื่อควบคุมสังคม แม้ว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์และประสบการณ์ส่วนตัวของคนจำนวนมากจะชี้ไปในทางตรงกันข้าม

– คำโกหกที่ว่า **ทุกศาสนาสอนเรื่องเดียวกัน** แม้ว่าศาสนาจะสอนให้คนทำดี แต่ศาสนาต่างๆ มีหลักคำสอนและความเชื่อที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในหลายประเด็น เช่น ธรรมชาติของพระเจ้า ทางรอด และชีวิตหลังความตาย

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์** เช่น

– คำโกหกที่ว่า **การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) ไม่เคยเกิดขึ้น** มีคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าเหตุการณ์ Holocaust เป็นเรื่องแต่งขึ้นมา แม้ว่าจะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่ยืนยันความโหดร้ายของเหตุการณ์นี้

– คำโกหกที่ว่า **ชาวอิสราเอลเป็นผู้ยึดครองดินแดนของปาเลสไตน์** ความเชื่อนี้มักถูกใช้เพื่อโจมตีอิสราเอล แม้ว่าประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าชาวยิวมีถิ่นฐานในดินแดนนี้มานานกว่า 3,000 ปี

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ** เช่น

– คำโกหกที่ว่า **โลกแบน** แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะพิสูจน์มานานแล้วว่าโลกกลม แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าโลกแบน

– คำโกหกที่ว่า **โลกร้อนเกิดมาจากคาร์บอน** แม้ว่าความจริงจะถูกพิสูจน์มาแล้วว่า โลกร้อนเป็นคำโกหกของพวกผู้มีอิทธิพลในโลกที่ต้องการใช้คำนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับการเมืองและสังคม** เช่น

– คำโกหกที่ว่า ** โลกจะไปสู่สันติภาพ ** แม้ว่าสนธิสัญญาแห่งสันติภาพที่ผู้นำโลกใฝ่หาและเซ็นต์กันมาหลายครั้งหลายครา จะไม่สามารถช่วยโลกให้หลุดพ้นจากสงคราม และการล้มตายของผู้คนมากมายได้เลย

– คำโกหกที่ว่า ** เราต้องทำตาม Agenda 2030 เพื่อการพัฒนาโลกที่ยั่งยืน ** แม้ว่าความพยายามทั้งหมดทั้งหลายของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและพัฒนาโลกที่ยั่งยืน จะไม่สามารถช่วยโลกให้พ้นจากภัยพิบัติ แผ่นดินไหว โรคระบาด ความกันดาร อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น มลพิษ PM 2.5 และสภาวะอากาศแปรปรวนทั่วโลกได้เลยก็ตาม

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อ** เช่น

– คำโกหกที่ว่า – **ความร่ำรวยและความสำเร็จคือเครื่องวัดคุณค่าของคน** ความเชื่อนี้ทำให้คนจำนวนมากไล่ล่าความร่ำรวย ความมั่งคั่ง และ การเป็นที่ยอมรับ และสถานะทางสังคม โดยลืมไปว่าคุณค่าของคนไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สินหรือตำแหน่ง

– คำโกหกที่ว่า – **ความสุขคือการได้ทุกอย่างที่ต้องการ** ความเชื่อนี้ทำให้คนไขว่คว้าหาความสุขจากวัตถุหรือความสำเร็จภายนอก แทนที่จะมองหาความสุขจากภายในหรือความสัมพันธ์ที่มีความหมาย หรือความหมายฝ่ายจิตวิญญาณที่สามารถเติมเต็มชีวิตให้มีความสุขที่แท้จริงได้

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับจิตวิญญาณ** เช่น

– คำโกหกที่ว่า  – **ทุกคนจะได้ไปสวรรค์ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่ออะไรหรือทำอะไร** ความเชื่อนี้ขัดกับคำสอนของหลายศาสนาที่เน้นเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักศีลธรรมและความเชื่อที่ถูกต้อง

– คำโกหกที่ว่า  – **ความตายคือจุดจบของทุกสิ่ง** บางคนเชื่อว่าเมื่อตายแล้วทุกอย่างจบสิ้น แม้ว่าหลายศาสนาและปรัชญาจะสอนเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายก็ตาม

 

  1. **เรื่องโกหกเกี่ยวกับตัวบุคคล** เช่น

– คำโกหกที่ว่า **ฉันไม่ดีพอ** ความเชื่อนี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า แม้ว่าความจริงแล้วทุกคนมีคุณค่าในตัวเองและมีศักยภาพที่จะเติบโต

– คำโกหกที่ว่า **ฉันต้องสมบูรณ์แบบ** ความเชื่อนี้ทำให้คนกดดันตัวเองและรู้สึกล้มเหลวเมื่อทำอะไรไม่สมบูรณ์แบบ แม้ว่าความไม่สมบูรณ์แบบจะเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์

 

เรื่องจริงที่น่าเศร้า

ความจริงก็คือว่า โลกนี้เป็นอย่างที่เมนเคนสังเกตเห็น คนส่วนใหญ่ชอบเรื่องโกหกมากกว่าความจริง ผลที่ตามมาก็คือในช่วงมหากลียุคที่กำลังจะมาถึงนั้น

พระเจ้าจะส่ง “การหลอกลวงที่รุนแรงยิ่งกว่านี้” เพื่อให้คนทั้งหลายในโลกเชื่อเรื่องโกหกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือการที่พวกเขาจะเชื่อว่ากษัตริย์ผู้ต่อต้านพระคริสต์คนนั้นคือพระเจ้า อัครทูตเปาโลอธิบายลักษณะของบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นคนที่ “ไม่ได้รับความรักในความจริงไว้ เพื่อพวกเขาจะได้รับความรอด” (2 เธสะโลนิกา 2:10-11)

เมื่อเราเห็นคนมากมายถูกหลอกลวงอย่างในทุกวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่คำพยากรณ์ของพระคัมภีร์ที่กล่าวไว้ว่าฝูงชนมากมายจะยอมรับปฏิปักษ์พระคริสต์ หรือกษัตริย์ผู้นั้นในฐานะผู้ช่วยให้รอดที่จะสามารถนำสันติภาพและความมั่นคงมาสู่โลกได้ และเพราะเหตุที่ว่าพวกเขาได้ปฏิเสธความจริง พวกเขาก็จะเชื่อฟังคำโกหกซึ่งจะส่งพวกเขาไปสู่นรกบึงไฟตลอดนิรันดร์กาล (วิวรณ์ 20:11-15)

ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์กล่าวว่า “ใจของคนเราก็หลอกลวงยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น และมันเลวร้ายและเสื่อมทรามอย่างยิ่ง” (เยเรมีย์ 17:9) พระธรรมฮีบรูได้เตือนเราไว้ว่า “ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า “วันนี้” เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไปเพราะเล่ห์กลของบาป (ฮีบรู 3:13)

อัครทูตยอห์นบอกว่า เหตุที่ผู้คนมากมายจะถูกตัดสินลงโทษนั้นก็เพราะ “ความสว่าง (พระเยซูคริสต์) ได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์กลับรักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะการกระทำของพวกเขานั้นชั่วร้าย” (ยอห์น 3:19)

แหล่งที่มาของความจริงที่แท้จริง และจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป คือพระวจนะของพระเจ้า ผู้เขียนเพลงสดุดีเขียนว่า “พระวจนะทั้งหมดของพระองค์เป็นความจริง” (สดุดี 119:160) อัครทูตยอห์นเขียนว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” (ยอห์น. 17:17) และกว่า 2,500 ปีที่แล้ว ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ประกาศว่า “ต้นหญ้าเหี่ยวแห้งไป ดอกไม้นั้นก็ร่วงโรยไป แต่พระวจนะของพระเจ้าของเราจะดำรงอยู่ยั่งยืนเป็นนิตย์” (อิสยาห์ 40:8)

เรื่องโกหกอาจจะ “ผ่านการทดสอบมาอย่างยาวนานและเป็นที่ยอมรับในวงกว้างอย่างมั่นคง” แต่ก็ยังเป็นเรื่องโกหกอยู่ดี มีเพียงพระเจ้าของพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้นที่สามารถช่วยเราได้ และมีเพียงพระวจนะของพระองค์เท่านั้นที่สามารถนำเราไปสู่ความจริงทั้งหมดได้ หากเราปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ การหลอกลวงก็รอเราอยู่

ไม่ว่าจะโกหกครึ่งหนึ่ง หรือโกหกเสี้ยวเดียว หรือแม้ว่าจะมีความจริงผสมอยู่บ้างก็ตาม สิ่งนั้นก็จะถูกเรียกว่าคำโกหก คำบิดเบือน หรือสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงอยู่ดี

 

บทความโดย ทีมคริสตจักรสตูล

 

—-

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง

Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

Twitch 👉 https://www.twitch.tv/satunaog

Tiktok👉 https://www.tiktok.com/@satunaog
Instagram 👉https://www.instagram.com/satunaog/

—–
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!