เราเข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระคริสต์เข้าไปอีกขั้นแล้ว | SAOG PODCAST ENDTIMES |
เราเข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระคริสต์เข้าไปอีกขั้นแล้ว
เมื่อเรามองดูพฤติกรรมที่เลวร้ายลงของมนุษยชาตินี่เป็นหลักฐานชิ้นหนึงว่าเรากำลังเข้าใกล้วาระสิ้นยุคเข้าไปทุกขณะ
หากคุณติดตามบทความของผม คุณอาจเคยได้ยินผมพูดอยู่บ่อยๆว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคสุดท้ายเท่านั้น แต่เรากำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของสุดท้าย เรากำลังเข้าใกล้เหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก อันที่จริง ผมไม่อยากจะพูดว่าเรากำลังเข้าใกล้มันด้วยซ้ำ เพราะเราอยู่ที่นั่นแล้ว และวาระสุดท้ายของยุคสุดท้ายกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
ผู้ฟังบางคนอาจประหลาดใจว่าทำไมผมถึงพูดเช่นนั้น และนี่คือเหตุผลบางส่วน
1.นี่คือยุคสมัยแห่งความสับสนวุ่นวาย
สิ่งหนึ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับวันก่อนการเสด็จกลับมาของพระองค์คือผู้คนจะเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ นี่คือคำตรัสของพระองค์เกี่ยวกับเรื่องนี้:
ในลูกา 21:25-28; “จะมีหมายสำคัญที่ดวงอาทิตย์ ที่ดวงจันทร์ และที่ดวงดาวทั้งหลาย และบนแผ่นดินนั้น ชาติต่างๆ ก็จะมีความทุกข์ร้อนและความฉงนสนเท่ห์ เพราะเสียงกึกก้องของทะเลและคลื่น
26; มนุษย์จะสลบไสลไปเพราะความกลัว เนื่องจากสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในโลก เพราะว่าบรรดาสิ่งที่มีฤทธานุภาพในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน
27; และเมื่อนั้นพวกเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ด้วยฤทธานุภาพและพระรัศมีอันยิ่งใหญ่
28; เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เริ่มจะเกิดขึ้นนั้น จงลุกขึ้นยืนและผงกศีรษะขึ้น เพราะว่าการไถ่ตัวพวกท่านใกล้จะมาถึงแล้ว”
พระเยซูกำลังตรัสว่าผู้คนจะงุนงงกับเหตการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามหมายสำคัญและประสบกับความโศกเศร้าเป็นอันมากก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมา พวกเขาต้องการคำตอบแต่จะหาไม่พบ ความฉงนสนเท่ห์และความสับสนในสถานการณ์ที่ยุ่งยากและซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ล้วนเคยเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน
เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกปัจจุบันนี้นั้น เป็นปัญหาใหญ่ระดับมหภาค ที่ยากจะหาคำตอบและหาทางแก้ไขได้ง่ายๆโดยกำลังของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาแบบเราๆ
2.คนรุ่นนี้คือคนรุ่นสุดท้าย
พระเยซูทรงตรัสไว้ว่าในวาระสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในคนรุ่นเดียวเท่านั้น คนรุ่นสุดท้ายที่จะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้บังเกิดขึ้น พระองค์ตรัสไว้ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะสำเร็จ” (มัทธิว 24:34)
ดังนั้นเมื่อเราเห็นเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้เริ่มต้นบังเกิดขึ้น เราก็จะรู้ได้เลยว่าวาระสุดท้ายนั้นอยู่ใกล้แล้ว วาระสุดท้ายจะไม่ได้กินเวลาถึงสองสามร้อยปี แต่พระเยซูบอกว่าจะมีชนรุ่นหนึ่งที่จะได้เป็นประจักษ์พยานถึงเหตุการณ์ตามคำพยากรณ์ที่จะสำเร็จเป็นจริงต่อหน้าต่อตาชนรุ่นนั้น
พระเยซูไม่ได้ทรงหมายถึงคนในรุ่นของพระองค์ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่บนโลก เพราะว่าคนในรุ่นนั้นต่างเสียชีวิตไปหมดแล้ว ผมเชื่อว่าพระเยซูทรงตรัสว่าคนรุ่นเรานี้ต่างหาก
คุณอาจหยิบหนังสือประวัติศาสตร์เล่มเก่าๆ ของคุณออกมาดู แล้วเห็นว่ามีเหตุการณ์หายนะมากมายเกิดขึ้นนับแต่สมัยของพระเยซู คุณอาจสงสัยว่าคนรุ่นเรานี้แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ มาอย่างไร เพราะคนทุกรุ่นก็ต่างเผชิญกับภัยสงคราม พายุเฮอริเคน และแผ่นดินไหว
ผมยอมรับว่าคนแต่ละรุ่นก็ต่างเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่มากก็น้อย ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ความอดอยาก ทั้งเผชิญกับระบอบเผด็จการและผู้นำเผด็จการ
ผู้นำที่ชั่วร้ายเหล่านั้นบางคนเลวร้ายมากจนผู้คนสงสัยว่าพวกเขาเป็นปฏิปักษ์ของพระคริสต์ใช่หรือไม่ พวกเขาอาจมีวิญญาณของปฏิปักษ์พระคริสต์ แต่พวกเขายังไม่ใช่ตัวจริง เพราะตัวจริงกำลังจะปรากฎตัว
แน่นอนว่า คนทุกรุ่นย่อมมีหมายสำคัญที่จะเตือนถึงบางอย่าง แต่คนรุ่นสุดท้ายจะประสบกับหมายสำคัญทุกๆ อย่าง ทุกประการตามพระเยซูได้ตรัสไว้
คนชั่วอายุหนึ่งจะมีอายุขัยมากเท่าใด?
ในพระธรรมสดุดี 90:10 โมเสสระบุไว้ว่า
สดุดี 90:10; กำหนดปีของข้าพระองค์ทั้งหลายคือเจ็ดสิบหรือถ้าเป็นเหตุจากมีกำลังก็ถึงแปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความโศกเศร้า ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ทั้งหลายก็จากไป
ปัจจุบันอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 ตัวเลขนี้พอดี ผู้คนส่วนใหญ่มีอายุขัยเฉลี่ยที่ 70 ปี
เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญ
เนื่องจากอิสราเอลกลายเป็นประเทศอีกครั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2491
นั่นคือเมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว
ผมไม่ได้ระบุวันกำหนดแห่งอวสานว่าจะมาถึงเมื่อใด
แต่พระเยซูตรัสไว้ชัดเจนว่า คนรุ่นสุดท้ายที่จะเห็นจุดเริ่มต้นแห่งเหตุการณ์อวสาน
เท่าที่นับได้ในเวลานี้ หากคนรุ่นหนึ่งมีอายุ 70 – 80 ปี
เวลาอวสานจึงเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลานี้ เพราะเราอยู่ตรงใจกลางของมัน
สิ่งที่เราเห็นว่ากำลังเกิดขึ้นในอิสราเอลคือสัญญาณเตือน
ผมไม่รู้หรอกว่าเราเหลือเวลาอีกนานแค่ไหนก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา
แต่เราเห็นว่าหมายสำคัญและสัญญาณเตือนเหล่านี้กำลังชี้ให้เราเห็นถึงการเสด็จมาของพระองค์ เช่น พระเยซูตรัสไว้ว่า “ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง เพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป” (มัทธิว 24:12)
พระองค์กำลังบอกว่าความเลวทรามของมนุษย์และการก่อกบฎต่อพระคำของพระเจ้าจะเพิ่มสูงขึ้นจนเกินต้านทาน
3.การก่อกบฎต่อความจริงของพระเจ้าจะเต็มบริบูรณ์
การก่อกบฎต่อความจริงของพระเจ้าไม่ได้หมายถึงเด็กๆ ไม่เชื่อฟังคุณครู หรือคนขับรถฝ่าไฟแดง หรือคนหนีภาษี แท้จริงนั่นก็เป็นการทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง แต่นั่นไม่ได้หมายถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ พระเยซูหมายถึง การก่อกบฎต่อพระเจ้า ซึ่งการทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ส่งผลให้คนก่อกบฎต่อพระคำของพระเจ้า คำภาษากรีกของคำว่า “นอกกฎหมาย” มาจากรากศัพท์ของคำว่า anomia ซึ่งหมายถึงการไร้ซึ่งกฎแห่งธรรมบัญญัติ ความหมายเฉพาะเจาะจงคือการก่อกบฎต่อพระเจ้า
อัครทูตเปาโลอธิบายถึงช่วงยุคสมัยก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ไว้ดังนี้:
2เธสะโลนิกา 2:3; อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึง เว้นแต่จะมีการล้มลงเสียก่อน และคนแห่งการบาปนั้นจะประจักษ์แจ้ง คือลูกแห่งความพินาศ
คำว่า “ล้มลง” คือการละทิ้งความเชื่อ เปาโลกำลังบอกว่าผู้คนจะหันเหไปจากความจริง ท่านไม่ได้หมายถึงการที่โลกจะปฏิเสธพระเจ้า แต่ท่านหมายถึงผู้คนในคริสตจักรเองนี่แหล่ะที่จะปฏิเสธความจริงแห่งพระคำของพระเจ้า เรากำลังเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคของเรา
อัครทูตเปาโลให้คำอธิบายที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการละทิ้งความเชื่อใน 2ทิโมธี 3:1; แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว
2; เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย
3; ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี
4; ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า
5; ยึดถือทางพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น
นี่คืออุปนิสัยลบๆ 18 อย่างที่จะเป็นรูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ในช่วงเวลาก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา เราเห็นสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในรุ่นของเรา
อ่านไปเรื่อยๆ มีอยู่ข้อหนึ่งที่สะกิดหัวใจของผมมาโดยตลอด
นั่นคือ ผู้คนจะไร้ซึ่งความรัก
สิ่งที่ทำให้พฤติกรรมนี้น่าสนใจมากคือ อ.เปาโลบอกว่าพวกเขาจะเป็น “คู่รัก” แต่พวกเขาจะรักสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้าหรือผู้คน อันที่จริง พฤติกรรมของคนรุ่นสุดท้ายคือไม่มีความรักทั้งต่อพระเจ้า ต่อผู้อื่น หรือทั้งสองอย่าง
คำภาษากรีกที่แปลว่า “ไร้ซึ่งความรัก” คือคำว่า Astorgoi หมายถึง “ปราศจากความรักตามธรรมชาติ” ความรักที่ปกติแล้วควรจะเกิดมาพร้อมกับการดำรงอยู่ของมนุษย์กลับสูญหายไป พวกเขาไร้ซึ่งความรักแม้แต่ในครอบครัว พวกเขาไม่รักพระเจ้า เมื่อพิจารณาดูแล้ว สถิติพ่อแม่ที่ฆ่าลูกและลูกที่ฆ่าพ่อแม่ในปัจจุบันนั้นแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยเมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่ปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา
4. ผู้คนจะรักแต่ตัวเอง
การโอ้อวด ความเย่อหยิ่ง การดูหมิ่น การไม่เชื่อฟัง การอกตัญญู ความไม่บริสุทธิ์ การใส่ร้าย ขาดการควบคุมตนเอง ความโหดร้าย เกลียดชังความดี การทรยศ ความดื้อรั้น และความเย่อหยิ่ง ล้วนมีความเกี่ยวข้องกัน นิสัยทั้งหมดทำงานร่วมกันราวกับว่าตัวของฉันเองเป็นคนที่สำคัญที่สุด เหมือนมันรวมตัวกันพูดว่า “เธอน่ะไม่สำคัญ พระเจ้าก็ไม่สำคัญ ฉันต่างหากเป็นคนเดียวที่สำคัญที่สุด”
วัฒนธรรมของเราได้สร้างอุตสาหกรรมแห่งความชั่วร้ายนี้ หากคุณใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงบนโซเชียลมีเดีย คุณจะเข้าใจในทันทีว่าผมหมายถึงอะไร บางคนถึงกับหาเลี้ยงชีพด้วยการไม่ทำอะไรเลยนอกจากยกย่องโปรโมทตัวเองเพื่อให้คนสนใจและโฟกัสมาที่พวกเขา เราเรียกพวกเขาว่า “โซเชียล อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้สร้างอิทธิพลในโซเชียล”
พวกเขาไม่ได้สร้างความสำเร็จใดๆ เลยนอกจากเรียกร้องความสนใจจากผู้คนด้วยการโปรโมทตัวเอง แม้ว่าผู้สร้างอิทธิพลเหล่านี้จะไม่ใช่คนที่ไม่ดี แต่นี่ก็เป็นโอกาสให้คนชั่วร้ายใช้เป็นเครื่องมือ เมื่อสังคมยอมรับและยกระดับให้คนทำบาปได้อย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้ง
ลองคิดดูว่า วัฒนธรรมในสมัยของเราส่งเสริมการรักตัวเองมากขนาดไหน เราถูกส่งเสริมให้รักตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เราได้รับคำแนะนำให้รักตัวเองไว้จะได้มีสุขภาพที่ดี มีความสุข และชีวิตที่สมบูรณ์ เราควรรักตัวเอง แต่ไม่ใช่ละเลยการรักพระเจ้าและรักผู้อื่น พระเยซูไม่ได้ตรัสไว้ว่าการรักตัวเองเป็นพระบัญญัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (มัทธิว 22:36-40) พระองค์ทรงตรัสให้เรารักพระเจ้าและรักผู้อื่น เราควรจะมั่นใจว่าเราเป็นใครในสายพระเนตรของพระเจ้า แต่เราก็ไม่ควรยกตัวเองสูงเกินกว่าที่เราควรจะคิด (โรม 12:1-3) อ.เปาโลได้เขียนข้อความถึงคนที่มักยกตัวเองขึ้นและเพิกเฉยต่อพระเจ้า แท้จริงเราไม่ควรส่งเสริมการรักตัวเองพอๆ กับการเกลียดตัวเอง
เราควรมองเห็นตัวเองตามที่เราเป็นจริงๆ ซึ่งพระเจ้าทรงเห็นเราเช่นนั้น
เราเป็นคนบาปที่ได้รับการช่วยให้รอดด้วยความรัก พระคุณ และความชอบธรรมของพระเยซูคริสต์เท่านั้น คำภาษากรีกที่อ.เปาโลใช้ในที่นี่คือ philautos ซึ่งหมายถึง
“การรักแต่ตัวเอง และเอาแต่ใจตัวเอง”
ผู้เชื่อไม่ได้รับการส่งเสริมให้เอาแต่ใจตัวเอง
วินาทีที่คุณตัดสินใจจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
นั่นคือวินาทีเดียวกับที่คุณตัดสินใจจะทำลายความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าลงไป
“การรักแต่ตัวเอง” จึงเป็นแก่นแท้ของบาปอื่นๆ ทั้งหมดในลิสต์ 18 อย่างของเปาโล
เมื่อเราละสายตาไปจากพระเจ้า และมองดูแต่ตัวเราเอง
เรากำลังเปิดประตูให้เนื้อหนังของเราเข้ามาครอบครอง
5.ผู้คนจะรักเงินและเห็นแก่เงิน
ผู้คนจะรักเงินและเห็นแก่เงิน จากการสำรวจโดย Dave Ramsey ค้นพบว่า “การทะเลาะกันเรื่องเงินเป็นสาเหตุสำคัญอันดับที่สองของการหย่าร้าง รองจากการนอกใจ” ปัญหาเรื่องเงินทำให้คนเกิดความกังวล ความขัดแย้ง หรือแม้กระทั่งอาชญากรรม เรื่องเงินเป็นปัญหาสำคัญสำหรับเราทุกคน
1ทิโมธี 6:10; ด้วยว่าการรักเงินนั้นเป็นรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งสิ้น ขณะที่บางคนโลภสิ่งเหล่านี้จึงได้หลงไปจากความเชื่อนั้น และทิ่มแทงตัวของเขาเองให้ทะลุด้วยความทุกข์ใจเป็นอันมาก
คุณไม่จำเป็นที่จะต้องมีเงินมากมายเพื่อที่จะเป็นคนรักเงิน มีคนมากมายมีเงินไม่มากแต่กลับหมกมุ่นอยู่กับเงินพอๆ กับคนที่มีเงิน สังคมของเรามักเห็นคุณค่าผู้คนจากสิ่งที่พวกเขามี พระคัมภีร์เตือนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าลำเอียง เพียงเพราะดูแต่ภายนอก แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมกลับเพิกเฉยต่อคำเตือนนั้น
มีเงินได้ แต่ต้องรักษาท่าทีในหัวใจไว้ พระเยซูตรัสไว้ชัดเจนว่า
ไม่มีผู้ใดปรนนิบัตินายสองนายได้ เพราะเขาจะชังนายข้างหนึ่งและจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปรนนิบัติพระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้ –มัทธิว 6:24
ในสมัยพระคัมภีร์ ปีศาจแมมม่อนหรือทรัพย์ศฤงคารเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งและความร่ำรวยของชาวซีเรีย พระเยซูได้เตือนผู้เชื่อว่าให้ระวังว่าเราสามารถบูชารูปเคารพของพวกปีศาจได้ หากเรามัวแต่ให้ความสนใจไปที่เงินและความโลภ ในทุกวันนี้เช่นกัน เรากำลังอยู่ในวัฒนธรรมแห่งการบูชารูปเคารพ
6. ผู้คนจะรักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า
ผู้คนรักความสนุก รักความสุข แท้จริงความสุขคือสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา พระองค์ต้องการให้เราพบความชื่นชมยินดีในพระองค์ คนอื่นๆ ในชีวิตในความสัมพันธ์ของเรานำความสุขมาให้เราเพราะความสัมพันธ์สนิทสนมนำเราใกล้พระเจ้า พระองค์ทรงต้องการให้สามีภรรยาสัมผัสความสุขล้ำในชีวิตสมรส ในชีวิตแต่งงาน แต่ความสุขเช่นนั้นไม่เหมือนความสุขใน 2 ทิโมธี 3
ความสุขหรือความสนุกแบบที่อ.เปาโลกล่าวไว้ ไม่ใช่แบบที่พระเจ้าประสงค์จะให้แก่เรา เพราะเป็นความสุขสนุกแบบโลก แบบที่ผู้คนพอใจกับพฤติกรรมแห่งความบาปและไร้จิตสำนึก พฤติกรรมเช่นนั้นเพิกเฉยต่อพระเจ้าและใช้ผู้อื่นในทางที่ผิด
เราเห็นพฤติกรรมแห่งความบาปและไร้ซึ่งความรักเช่นนี้แสดงออกมามากมายในชีวิตประจำวันของเรา ผู้คนแสวงหาความสงบสุขและความสนุกในทุกสิ่ง ในทุกความสัมพันธ์ แต่ยกเว้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า นี่ช่างน่าเศร้าใจและน่าวิตก แต่อ.เปาโลไม่ได้เปิดเผยความชั่วร้ายเหล่านี้เพื่อทำให้เราท้อใจ แต่นี่คือหลักฐานอย่างชัดเจนว่า เรากำลังเข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เข้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
พระเยซูปรารถนาให้ผู้เชื่อของพระองค์ตื่นเต้นเพราะพระองค์กำลังจะฟื้นฟูทุกสิ่งสำหรับผู้ที่เชื่อ เวลานี้ เราอาจจะมีเพียงเสี้ยวเล็กๆ ของสิ่งที่พระเยซูทรงทำบนไม้กางเขนเพื่อเรา แต่วันหนึ่งในไม่ช้านี้ เราจะได้ทุกสิ่ง เราจะได้ทุกอย่างที่มารขโมยไปโดยความบาปกลับคืนมา ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา พระองค์จะทรงไถ่กายของเราและจะทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาใหม่หมด
แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์
—-
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง
Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล
ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์
http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!

ใส่ความเห็น