คุณพร้อมถูกรับขึ้นไปแล้วหรือไม่ ? | ARE YOU READY FOR THE RAPTURE? | SAOG PODCAST ENDTIMES |
คุณพร้อมถูกรับขึ้นไปแล้วหรือไม่?
เมื่อเสียงแตรสุดท้ายดังขึ้น การหลบซ่อนและการเสแสร้งทั้งสิ้นในเรานั้นจะสิ้นสุดลง
ผู้คนมากมายมักเคยฝันคล้ายๆ กันว่าตัวเองเปลือยเปล่าหรือสวมชุดชั้นในในที่สาธารณะ เช่นในโรงเรียนหรือที่ทำงาน เรามักจะคิดว่าความฝันเหล่านั้นคือฝันร้าย ความเป็นจริงก็คือ เราดำเนินชีวิตตามความฝันนั้นในขณะที่เราตื่น — เพราะเราละอายใจกับความอ่อนแอ ข้อบกพร่อง และความล้มเหลวของเรา
มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป หากจะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ คุณจะต้องอ่านพระคัมภีร์ 2 ตอนนี้ก่อน คือ
“เหตุฉะนั้นผู้ชายจะจากบิดามารดาของเขา และจะไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน”
25; เขาทั้งสองยังเปลือยกายอยู่ ผู้ชายและภรรยาของเขายังไม่มีความอาย” — ปฐมกาล 2:24-25
แต่แรกเริ่มมานั้น อาดัมและเอวาต่างก็เปลือยกายอยู่ด้วยกัน แต่พวกเขาก็ไม่ได้พยายามที่จะหลบซ่อน พวกเขาไม่ได้อยู่ในฝันร้าย พวกเขาไม่ได้ละอาย
แน่นอนว่า เพียงไม่กี่ข้อต่อมา พวกเขาต่างก็รู้สึกระอายใจอย่างรุนแรงมาก (ดูในปฐมกาล 3:10) หลังจากกินผลจากต้นไม้นั้นแล้ว อาดัมและเอวาก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าในสวนเอเดน แล้วตัดสินใจที่จะซ่อนตัวจากพระองค์ อาดัมตอบพระเจ้าว่าพวกเขากำลังซ่อนตัวก็เพราะพวกเขาต่างก็เปลือยเปล่า ซึ่งดูเหมือนไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เพราะความจริงแล้วความบาปต่างหากที่เป็นเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาต่างก็ซ่อนตัวจากพระเจ้า อาดัมถูกสร้างมาให้เปลือยเปล่า เขาไม่ได้เปลือยเปล่าในทันทีทันใด แต่เขาเปลือยเปล่าตลอดมาตั้งแต่แรก
จากนั้นพระเจ้าก็ถามคำถามที่ว่า “ใครบอกเจ้าว่าเจ้ากำลังเปลือยเปล่า?” (ปฐมกาล 3:11) พระเจ้าทรงรู้จักซาตานดี มันเป็นจอมยั่วยุตัวฉกาจ มันกระซิบกับพวกเขา ซาตานหลอกพวกเขาว่าพวกเขานั้นไม่สมบูรณ์แบบ และแม้ในส่วนที่ดูเหมือนสวยงามและส่วนลึกในชีวิตของพวกเขานั้นก็มีข้อตำหนิ
เราอาจสงสัยว่าทำไมพระเจ้าถึงไม่ถามพวกเขาถึงผลของการไม่เชื่อฟังที่พวกเขาได้เพิ่งกินไป มีใครบ้างที่ห่วงกังวลเกี่ยวกับการเปลือยเปล่าของพวกเขา? มีใครบางไหม? ไม่มีเลย ก็เพราะว่าการเปลือยเปล่าไม่มีสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง สำหรับอาดัมและเอวา การเปลือยเปล่าคือชีวิตธรรมดา พวกเขาเป็นอิสระและไม่ได้ถูกรบกวนใจในเรื่องเหล่านี้เลย
แต่เมื่อความบาปได้เข้ามา ความไร้เดียงสาของมนุษย์ก็ถูกทำลายไป พระสิริของพระเจ้าก็อันตรธานหายไป แล้วความอับอายนั้นก็เข้ามาแทนที่ ผู้คนเริ่มคิดว่าเรื่องเพศเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขแทนที่จะเห็นพระพรและความสุขที่พระเจ้าประทานให้ แต่การแก้ไขของมนุษย์โดยปราศจากพระเจ้านั้นไม่เคยเป็นการซ่อมแซมที่แท้จริง
ความบาปได้เปลี่ยนแปลงเรา
ในปฐมกาล อาดัมตระหนักว่าเขาเปลือยเปล่าหลังจากที่ได้กินผลจากต้นไม้นั้น เพราะว่าเขารู้ตัวแล้วว่าความปรารถนาของเขาไม่ได้เป็นความปรารถนาเดียวกันกับพระเจ้าอีกต่อไป เขาไม่ได้พบความยินดีในสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัยอีกต่อไป เขาได้ซ่อนตัวจากตัวตนที่เขาเป็น หากเขาสามารถปกปิดและหลบซ่อนได้ บางทีเขาอาจจะลืมว่าเขาได้แทนที่พระเจ้าด้วยตัวเขาเองไปเรียบร้อยแล้ว
เท่าที่เรารู้ก็คือว่า อาดัมไม่ได้โวยวายใดๆ แต่คาอินลูกชายของเขาต่างหากที่โวยวาย คาอินได้ฆาตกรรมน้องชายของตัวเอง ทั้งพ่อและลูกทั้งคู่ต่างกลายเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาลของพวกเขาเอง อาดัมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าทำไมพระเจ้าถึงสร้างเขาขึ้นมา จริงๆ เขาก็สามารถกลับใจและยอมรับพระเมตตาจากพระเจ้าได้ แต่อาดัมก็ไม่ยอมทำเช่นนั้น เช่นเดียวกันกับคาอิน เห็นได้ชัดว่าความบาปได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของครอบครัวนี้ไปเสียแล้วอย่างรวดเร็ว
ผมไม่รู้ว่าพระเจ้าจะทรงทำอย่างไรหากอาดัมยอมเปลี่ยนท่าทีและความคิดของเขาอย่างแท้จริง แต่ผมแน่ใจอย่างหนึ่งว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอับอายและความเย่อหยิ่งจองหองเป็นด้านสองด้านของปัญหาเดียวกัน อาดัมนั้นรู้สึกละอายใจและเย่อหยิ่งจองหองเกินกว่าที่จะกลับใจ
ก่อนที่อาดัมและเอวาจะทำบาป ในข้อสุดท้ายของพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “เขาทั้งสองยังเปลือยกายอยู่ ผู้ชายและภรรยาของเขายังไม่มีความอาย” (ปฐมกาล 2:2) แต่กลายเป็นว่า ความคิดแรกสุดที่อาดัมมีหลังจากที่พวกเขาทำบาปคือ อื้ม เรากำลังเปลือยเปล่า!
ในขณะนั้น ตาใจของพวกเขาก็ถูกเปิดออก ทันใดนั้นพวกเขาก็รู้สึกละอายใจกับความเปลือยเปล่าของตนเอง พวกเขาจึงเย็บใบมะเดื่อติดเข้าด้วยกันเพื่อปกปิดตัวเองไว้ (ปฐมกาล 3:7)
ความจริงก็คือความบาปได้เปลี่ยนแปลงบางสิ่งที่อยู่ลึกลงไปภายในตัวของเรา ทันใดนั้นเราก็อยากที่จะซ่อนมันไว้ ความรู้สึกฟ้องผิดในใจของเรานั้นเองที่ทำให้เราเปลือยเปล่า เราเต็มล้นไปด้วยความละอาย
เหตุใดในพระธรรมปฐมกาลจึงกล่าวถึงการเปลือยเปล่าของพวกเขา? ก่อนที่มนุษย์จะล้มลงในบาป พวกเขาต่างจดจ่อที่พระเจ้าและรับใช้พระองค์ ไม่ใช่จดจ่อที่ตัวพวกเขาเอง พวกเขารู้จักเพียงความไร้เดียงสาและบริสุทธิ์เท่านั้น แต่หลังจากที่พวกเขากินผลจากต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่วเข้าไป พวกเขาถึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
ความละอายเป็นความรู้ที่มาจากวิญญาณชั่ว ก่อนที่อาดัมและเอวาจะทำบาป พวกเขาไม่รู้จักความชั่วร้าย พวกเขาไม่รู้จักความบาป พวกเขาไม่รู้จักอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย พวกเขาบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ทั้งในความสัมพันธ์ต่อกันและกัน และต่อพระเจ้า พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นความเปลือยเปล่าของตัวเอง เหมือนที่สัตว์ทั้งหลายไม่รู้ว่าตัวเองเปลือยอยู่
เมื่อความไร้เดียงสาจางหายไป
ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อพวกเขากินผลจากต้นไม้นั้น พวกเขาได้หันสายตาของพวกเขาออกจากพระเจ้ามามองดูตัวพวกเขาเอง ตอนนี้พวกเขาจึงเริ่มรู้สึกผิด เริ่มกลัว เริ่มหยิ่งยโส และเริ่มรู้สึกอับอาย ตอนนี้พวกเขารู้สึกเปลือยเปล่าและรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเปิดโปง
พวกเขาต้องการซ่อนความเปลือยเปล่าทั้งฝ่ายวิญญาณและร่างกาย ความไร้เดียงสาที่เคยมีสูญหายไปอย่างสมบูรณ์ นับตั้งแต่อาดัมและเอวาทำบาป การเปลือยเปล่าจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความอับอาย
ลองใคร่ครวญพระธรรมวิวรณ์ ซึ่งพระเยซูได้ทรงตรัสถึงคริสตจักรเลาดีเซีย ดังนี้
เพราะเจ้าพูดว่า “เราเป็นคนมั่งมี ได้ทรัพย์สมบัติทวีมากขึ้น และเราไม่ต้องการสิ่งใดเลย” เจ้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนแร้นแค้นเข็ญใจ เป็นคนน่าสังเวช เป็นคนขัดสน เป็นคนตาบอด และเปลือยกายอยู่
เราเตือนสติเจ้าให้ซื้อทองคำที่หลอมให้บริสุทธิ์ในไฟแล้วจากเรา เพื่อเจ้าจะได้เป็นคนมั่งมี และเสื้อผ้าขาวเพื่อจะนุ่งห่มได้ และเพื่อความละอายแห่งกายเปลือยเปล่าของเจ้าจะไม่ได้ปรากฏ และเอายาทาตาของเจ้าเพื่อเจ้าจะแลเห็นได้
—-วิวรณ์ 3:17-18
พระเยซูไม่ได้กล่าวชื่นชมอะไรมากมายนักต่อคริสตจักรในเลาดีเซีย ถึงกระนั้น ผู้เชื่อก็ดูเหมือนไม่ได้ตระหนักรู้ถึงปัญหาของพวกเขาเองเลย พวกเขาเปลือยเปล่าและไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พวกเขาเหมือนจักรพรรดิในเทพนิยายที่สนใจแต่ตัวเอง
ผู้เชื่อในเมืองเลาดีเซียต่างคิดว่าทุกอย่างในชีวิตเขาเป็นไปด้วยดีก็เพราะพวกเขามั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง แต่พระเยซูกลับเห็นในสิ่งที่ตรงกันข้าม พระเยซูบอกพวกเขาว่าพวกเขานั้นกำลังเปลือยเปล่าอยู่ต่างหากล่ะ ชาวเมืองเลาดีเซียมองไม่เห็นตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาตาบอด พวกเขาเป็นคริสตจักรที่มั่งคั่งแต่ทางกายภาพและวัตถุ แต่ฝ่ายวิญญาณนั้นยากจนแร้นแค้นเหลือเกิน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงที่จะถูกถอดคันประทีปออก
จงแต่งตัวให้พร้อมไว้เสมอ
คำเตือนในพระธรรมวิวรณ์ เป็นคำเตือนสำหรับผู้เชื่อทุกคน และเป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อด้วยเช่นกัน
“จงดูเถิด เราจะมาเหมือนขโมย ผู้ที่เฝ้าระวังให้ดีและรักษาเสื้อผ้าของตนจะเป็นสุข เกลือกว่าผู้นั้นจะเดินเปลือยกาย และคนทั้งหลายจะได้เห็นความน่าละอายของเขา” —วิวรณ์ 16:15
พระเยซูทรงเตือนทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อเหมือนกันว่า เราทุกคนจะต้อง “สวมเสื้อผ้า” เมื่อพระองค์เสด็จกลับมา นี่ไม่ใช่คำเตือนเพื่อว่าเราอาจจะถูกรับขึ้นไปในขณะกำลังอาบน้ำ ไม่ใช่เช่นนั้น ในวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวยิวนั้น ปุโรหิตที่ยืนเฝ้าระวังอธิษฐานอยู่ในพระวิหาร จะคอยดูอยู่ตลอดว่ามีใครบ้างในพวกเขาเผลอหลับไปไหม เพราะมิเช่นนั้นชุดเสื้อผ้าของพวกเขาอาจถูกไฟที่จุดอยู่ในวิหารเผาไปได้ แล้วพวกเขาก็จะต้องกลับบ้านไปโดยเปลือยเปล่า ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นเหตุการณ์จริงๆ หรือไม่ แต่แน่นอนว่านี่เป็นคำเตือนที่จริงจังมาก
อาดัมและเอวาต่างก็รู้สึกละอายใจเมื่อพระเจ้าทรงเสด็จมาตามหาพวกเขาเพราะความเปลือยเปล่าของพวกเขา ความรู้สึกอับอายนั้นเป็นความรู้สึกคล้ายๆ กับคนเหล่านั้นที่ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการถูกรับขึ้นไป ผู้เชื่อทุกคนควรที่จะสวมใส่ความชอบธรรมในพระเยซูคริสต์ และพวกเขาควรที่จะสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า และในฐานะปุโรหิตหลวง เราจะต้องสวมชุดแห่งการเจิมและเตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ
ข้อพระคัมภีร์ในวิวรณ์ที่เราได้อ่านไปนั้นเกี่ยวข้องกับการเปลือยเปล่าและความอับอาย ผู้คนในเมืองเลาดีเซียต่างปกปิดความละอายของตนเองไว้ด้วยความร่ำรวยของพวกเขา ใครก็ตามที่ไม่ได้สวมชุดของพระคริสต์และเตรียมพร้อมเมื่อพระเยซูเสด็จมาจะต้องประสบแบบเดียวกันในความอับอายเช่นนี้
พระเยซูได้เสด็จมาเพื่อนำเรากลับคืนสู่พระเจ้า เมื่อเรามาหาพระองค์ด้วยความเชื่อแบบเด็กๆ เรากำลังกลายเป็นคนบริสุทธิ์ไร้เดียงสาแบบเดียวกับที่อาดัมและเอวาเป็นก่อนที่พวกเขาจะรู้จักกับความบาป
เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนเด็กเล็กๆ ผู้นั้นจะเข้าในอาณาจักรนั้นไม่ได้” 16; แล้วพระองค์ทรงอุ้มเด็กเล็กๆเหล่านั้น วางพระหัตถ์บนเขา แล้วทรงอวยพรให้ —มาระโก 10:15-16
พระเยซูกำลังบอกให้เรารื้อฟื้นความถ่อมใจและความเดียงสาแบบเด็กๆ เด็กๆ มักจะพึ่งพาคนเหล่านั้นที่ดูแลพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะเรียนรู้หนทางของผู้ใหญ่นั้น เด้กๆ ก็ไม่ได้พยายามที่จะสวมหน้ากากหรือหลบซ่อนความคิดและความรู้สึกของพวกเขาไว้ นี่เป็นความถ่อมใจโดยธรรมชาติ พระเยซูเรียกร้องให้สาวกของพระองค์ฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ ความถ่อมใจไม่ใช่การเสแสร้งถ่อมตน และไม่ใช่การสวมหน้ากากเพื่อจะหลอกลวง
โลกต้องการให้เราทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อประสบความสำเร็จและเป็นคนเหนือระดับ หรือซ่อนความล้มเหลวเมื่อเราไม่สามารถที่จะทำได้ แต่พระเยซูทรงประทานความบริสุทธิ์และความอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนอย่างเด็กๆ ให้แก่เรา พระองค์ทรงใส่ใจพวกเราอย่างแท้จริง เพราะท่าทีเหล่านี้คือสิ่งที่นับได้ในสวรรค์อย่างแท้จริง
การซ่อนและแสร้งทำเป็นจะสิ้นสุดลง
การหลบซ่อนและการเสแสร้งจะสิ้นสุดลง
มนุษย์ยังคงต่อสู้กับความเย่อหยิ่งและความอับอายต่อไป ความอ่อนแอเหล่านี้ทำให้เราต้องซ่อนตัวเพราะเราไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับความบาปของเรา มันทำให้เราพองตัว หลงว่าตัวเองดีมากกว่าที่ตัวเองเป็น เมื่อแรปเชอร์เกิดขึ้น การหลบซ่อนและการเสแสร้งใดๆ ทั้งหมดจะสิ้นสุดลง
เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา จะมี 5 สิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความละอายและความบริสุทธิ์ของเรา
- ความบาปจะยุติลง ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เราจะรู้สึกละอายใจหรือรู้สึกผิดเพราะบาปอีกต่อไป
- เราจะเห็นพระเยซูหน้าต่อหน้า ดังนั้นเราจะรู้ว่าพระองค์ไม่ได้โกรธหรือผิดหวังต่อเราเลย
- เราจะสวมความชอบธรรมของพระเยซู เพื่อเราจะไม่รู้สึกอับอายขายหน้าหรือรู้สึกถูกเปิดโปง
- เราจะไม่สามารถเปรียบเทียบความบาปหรือความบริสุทธิ์ของเรากับของคนอื่นได้ เพราะทุกคนจะรู้ว่ามีเพียงพระคุณของพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถช่วยพวกเขาได้
- เราจะไม่มุ่งความสนใจไปที่ตัวเราเองอีกต่อไป แต่จะมุ่งความสนใจไปในสิ่งที่พระเจ้าพอพระทัยเท่านั้น นั่นจะเป็นงานของเรา และเราจะไม่มีวันเบื่อที่จะทำมัน
หากคุณเป็นผู้เชื่อ ผมขอให้คุณอยู่ใกล้พระเจ้าเข้าไว้ มองขึ้นไปเบื้องบน! พระเยซูกำลังเสด็จมา ดังนั้นจงเตรียมตัวให้พร้อม สำรวจใจของคุณอย่างต่อเนื่องและกำจัดสิ่งใดก็ตามที่จะดึงคุณไปห่างจากพระเจ้า เมื่อเราเห็นพระเยซู พระองค์จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่งกลับสู่สภาพดี
ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาจะกลับมา และความละอายจะหมดสิ้นไป
แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์
—-
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง
Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล
ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์
http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!

ใส่ความเห็น