กลับสู่ความเชื่อแท้เหมือนคริสตจักรยุคแรก รอคอยพระเยซูจอมกษัตริย์เสด็จกลับมา | Bring Back the Early Church Fathers' genuine faith

FDA เปิดทาง NEURALINK ทดลองในมนุษย์ | มนุษย์จะข้ามข้อจำกัดไปสู่อมตะ ? | SAOG PODCAST ENDTIMES |

อีลอน มัสก์ และก้าวต่อไปของ Neuralink

เมื่อ FDA อนุมัติให้ทดลองในสมองมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังมา

 

ผมเคยเขียนถึงสิ่งที่น่ากังวลใจเกี่ยวกับ Neuralink ซึ่งเป็นโครงการปลูกถ่ายสมองของอีลอน มัสก์มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งมัสก์เองได้สัญญาไว้ว่า นิวรัลลิงค์ จะใส่ “นาฬิกาอัจฉริยะ หรือสมาร์ทวอชท์ ไว้ในกะโหลกศีรษะของคุณ” โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ และเป็นการเชื่อมโยงสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ในเชิงลึก

 

นิวรัลลิงค์เรียกเครื่องมือที่เชื่อมโยงสมองมนุษย์นี้ว่า “เครื่องมือประสานสมอง หรือ BMI” พวกเขาตั้งใจใช้มันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ และจัดการกับความผิดปกติของระบบประสาท รวมถึงการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง โรคพาร์กินสัน โรคลมบ้าหมู โรคลมชัก และการฟื้นฟูสมรรถภาพของหลอดเลือดสมอง ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาใช้ “เทคโนโลยีการอ่านใจมนุษย์” เข้ามาช่วยผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตขั้นรุนแรงให้สามารถควบคุมร่างกายของตนได้อีกครั้ง โดยใช้สัญญาณจากสมอง

 

พวกเขาใช้วิธีผ่าตัดผ่านกล้อง เพื่อฝังชิพคอมพิวเตอร์ทรงกลมขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลิงค์” ลงไปไว้ในสมอง และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ มีสายไฟมาจากจอมอนิเตอร์เพื่อตรวจเช็คดูกิจกรรมและกระตุ้นบางพื้นที่ในสมองด้วยไฟฟ้า

 

การเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหวนกลับ

 

เมื่อไม่นานมานี้ นิวรัลลิงค์ ได้ทำการทดสอบเครื่องมือนี้กับลิง ส่งผลให้บริษัทต้องตกที่นั่งลำบากเมื่อมีผู้ประท้วงสิทธิสัตว์ต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีรายงานว่าลิงที่ถูกนำไปทดสอบปลูกถ่ายสมองนั้น กว่า 20 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต

 

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา นิวรัลลิงค์ ประกาศว่าได้รับการอนุมัติจาก FDA หรือองค์การอาหารและยาให้สามารถเริ่มต้นทดสอบกับสมองของมนุษย์ได้ สำนักข่าวรายงานข่าวนี้ด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า

 

“นี่เป็นผลงานอันน่าทึ่งของทีมนิวรัลลิงค์ ในการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ FDA และแสดงถึงก้าวแรกที่สำคัญที่จะช่วยให้เทคโนโลยีของเราสามารถช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากได้” นิวรัลลิงค์ กล่าวในทวิตเตอร์ว่ายังไม่เปิดรับสมัครในการทดลอง ดังนั้นใครก็ตามที่อยากจะเปิดกะโหลกโดยสมัครใจให้กับอีลอน มัสก์ อาจจะต้องรออีกสักหน่อย”

 

นิวรัลลิงค์กล่าวว่าการศึกษาวิจัยทางคลินิกครั้งแรกในมนุษย์เป็นขั้นตอนแรกในการช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม แต่ถ้าคุณคิดว่าบริษัทกำลังคิดแต่จะรักษาโรคพาร์กินสันและโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงให้คิดใหม่อีกครั้ง

 

อีลอน มัสก์ กำลังคิดการใหญ่ยิ่งกว่าการนำเครื่องมือนี้มาใช้งานทางการแพทย์ เขาต้องการนำเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ ที่แสนฉลาดหลักแหลมนี้เข้ามาสู่สมองมนุษย์ ในความเป็นจริง เขาได้ระบุไว้ว่าการนำเอไอมารวมกับมนุษย์นี้มีความสำคัญมากที่จะช่วยให้มนุษย์หลีกเลี่ยงการตกเป็นทาสของปัญญาประดิษฐ์

 

“ผมไม่ได้คิดเอาเองนะครับ” เขาพูดอย่างชัดเจนในการให้สัมภาษณ์กับศาสตราจารย์ของสถาบัน MIT

 

“สำคัญมากที่นิวรัลลิงค์จะต้องแก้ปัญหานี้ในไม่ช้าก็เร็ว เพราะเรากำลังอยู่ในจุดภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยีดิจิตอล หรือการที่ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาจนมีความฉลาดหลักแหลมยิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ ซึ่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมาก” อีลอน มัสก์ กล่าว

 

อีลอน มัสก์แหลมคมมากๆ ที่สังเกตเห็นว่าภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี หรือ Singularity เป็นจุดที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์เติบโตก้าวกระโดดจนแซงหน้ามนุษยชาติไปอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เขาระบุว่า “ทุกวันนี้ สิ่งต่างๆ ก็ไร้สเถียรภาพอย่างยิ่ง” ซึ่งหมายความว่า ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น นิวรัลลิงค์จะต้องบรรลุเป้าหมายในการเชื่อมโยงสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ให้ได้เสียก่อน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติ

 

ไล่ตามภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี หรือ Singularity

 

มีชายคนหนึ่งชื่อ เรย์ เคิร์ซไวร์ กูรูด้านเทคโนโลยีที่ไม่เชื่อในพระเจ้า เขาทำงานเป็นวิศวกรด้านการเรียนรู้ของเครื่องกล และการประมวลผลของภาษาให้กับกูเกิ้ล เขาโด่งดังจากการประกาศในปี 2015 ว่า “ภายในปี 2030 มนุษย์จะกลายเป็นลูกผสมหรือไฮบริดอย่างสมบูรณ์”

 

สำนักข่าวแห่งหนึ่งรายงานความคิดเห็นของเคิร์ซไวร์ดังนี้:

 

เคิร์ซไวร์ทำนายว่ามนุษย์จะกลายเป็นลูกผสมภายในปี 2030 นั่นหมายความว่าสมองของเราจะสามารถเชื่อมต่อกับคลาวด์ในอินเตอร์เน็ตได้โดยตรง ซึ่งจะมีคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่อง และคอมพิวเตอร์เหล่านั้นจะเสริมสร้างความฉลาดที่มีอยู่ของเราขึ้น เขากล่าวว่าสมองจะเชื่อมต่อผ่านนาโนบอต ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กซึ่งทำมาจากสายใยของดีเอ็นเอ

 

“ความคิดของมนุษย์จะเป็นลูกผสมระหว่างความคิดทางชีวภาพ และความคิดที่ไม่ใช่ชีวภาพ” เขากล่าว

 

นิวรัลลิงค์ของอีลอน มัสก์ ทำให้เราเข้าใกล้ความจริงนี้ไปอีกขั้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าการดัดแปลงมนุษย์ เป็นการรวมมนุษย์กับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน คนพวกนี้คาดการณ์ถึงยุคใหม่ของมนุษยชาติ ที่จะพัฒนาให้เทคโนโลยีสามารถฝังอยู่สมองของมนุษย์ รวมถึงระบบกล้ามเนื้อและโครงกระดูกด้วย ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถคิดอะไรแปลกใหม่ได้ และฉลาดหลักแหลมอย่างที่สุด โดยเฉพาะคนที่สามารถปลูกถ่ายเทคโนโลยีนี้เข้าไปในสมอง

 

แต่ใครก็ตามที่ปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องใหม่นี้ หรือผู้ที่ไม่มีกำลังซื้อมากพอจะซื้ออุปกรณ์เหล่านี้ได้ ก็จะถูกมองว่าเป็น “ต่ำกว่ามนุษย์” เพราะพวกเขาจะไม่ฉลาด ไม่แข็งแกร่ง และอ่อนแอต่อโรคต่างๆ เห็นได้ชัดว่า หากยุคใหม่นี้เกิดขึ้น เราจะเห็นความแตกแยกครั้งใหญ่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการแบ่งแยกทางเชื้อชาติหรือทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

 

ผมเห็นด้วยกับการช่วยมนุษยชาติให้ชนะโรคทางระบบประสาท เพราะผมเคยเห็นครอบครัวของคนที่เป็นโรคพาร์กินสันหรือโรคสมองเสื่อมแตกสลาย ผมอยากได้วิธีรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อยากเห็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้คนเป็นอัมพาตกลับมาเดินได้อีกครั้ง ผมคิดว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งส่งผลให้อายุขัยของมนุษย์ในปัจจุบันยืนยาวยิ่งกว่าคนรุ่นก่อนมาก รู้หรือไม่ว่าในปี 1900 อายุเฉลี่ยของชายและหญิงส่วนใหญ่นั้นไม่ถึง 50 ปีเสียด้วยซ้ำ

 

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ผมชื่นชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผมใกล้วันเกิดครบรอบ 70 ปี

 

แต่ผมกังวลว่าความพยายามของเราในการแก้ปัญหาทางการแพทย์เหล่านี้จะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าและวุ่นวายกว่ามาก

 

เปลี่ยนจิตวิญญาณ?

 

นักวิจัยบางคนเตือนว่าการผสานเทคโนโลยีเข้ากับจิตใจมนุษย์สามารถเปลี่ยนคนเข้าไปถึงเนื้อแท้ของจิตวิญญาณได้ เพราะมันเปลี่ยนวิธีการทำงานของสมอง 

 

ไรลี่ กรีน กล่าวว่า “สำหรับผู้ป่วยส่วนหนึ่งนั้น เมื่อใช้อุปกรณ์เหล่านี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตัวเองแล้ว ก็จะไม่ยอมถอดออกเลย ถึงแม้จะสิ้นสุดการทดลองในคลินิค” “เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีทางเส้นประสาทมีศักยภาพมากพอในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับมนุษย์และส่งผลต่อความรู้สึกของมนุษย์เองอย่างลึกซึ้ง”

 

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งได้เตือนชุมชนของพวกเขาเกี่ยวกับผลกระทบนี้ในรายงานวิจัยทางด้านวิศวกรรมชีวภาพ พูดถึงข้อกังวลทางสังคม จริยธรรม และกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ว่า:

 

“สมองของมนุษย์ไม่สามารถตระหนักรู้ถึงอิทธิพลของอุปกรณ์ภายนอกที่สวมใส่เข้ามาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการลดทอนอิสรภาพของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้งานอุปกรณ์อาจเข้าใจผิดว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลลัพท์มาจากที่มาใด ตลอดจนอาจหาสาเหตุของพฤติกรรมอย่างไม่ถูกต้อง”

 

กล่าวอีกนัยหนึ่งเครื่องมือนี้จะกลายเป็นปรสิตในสมอง พวกเขาเตือนถึง “อนาคตของหุ่นยนต์ที่ว่างเปล่า” หากเราไม่ระวังเทคโนโลยีนี้ ส่วนต่อประสานระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์สามารถเปลี่ยนวิธีคิดของมนุษย์ได้ มันสามารถเปลี่ยนจิตวิญญาณของคุณได้?

 

เคิร์ซไวล์เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่เชื่อว่ามนุษย์มีจิตวิญญาณเลย ผมไม่แน่ใจว่าอีลอน มัสก์คิดอย่างไร ผมรู้ว่าเขาอธิบายตัวเองว่า “เป็นคนไม่มีศาสนา” และบอกกับผู้สัมภาษณ์ของ CBS ในปี 2013 ว่า “ผมไม่คิดว่าโลกนี้มีพระเจ้า” เขายังสันนิษฐานว่าความเป็นจริงที่เราประสบพบเจออยู่นี้นั้นอาจเป็นการจำลองที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์

 

แต่ผมเองก็ตระหนักว่ามีกลุ่มอนุรักษ์นิยมทางการเมืองจำนวนมากที่ชื่นชมอีลอน มัสก์จากเหตุที่เขาเปลี่ยนทวิตเตอร์ให้สนับสนุนประเด็นอนุรักษ์นิยม และความพยายามที่จะเปิดกว้างให้มีเสรีภาพในการพูด อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเหล่านี้ก็คือกลุ่มคนที่ต้องการผลักดันมนุษยชาติไปสู่ความฉลาดที่มาจากการผสมสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ใช่หรือไม่?

 

การสร้างสุดยอดมนุษย์

 

ด้วยการอนุมัติของ FDA ทำให้ Neuralink เข้าใกล้ความปรารถนาของอีลอน มัสก์ ที่ต้องการสร้างเผ่าพันธุ์เหนือมนุษย์ อย่าลืมว่าเกิดอะไรขึ้นกับเผ่าพันธุ์เหนือมนุษย์คนสุดท้าย คนเหล่านี้คือเนฟิลิมหรือ “คนที่ตกสู่บาป” ในปฐมกาล 6:4 ซึ่งกล่าวว่า “มียักษ์อยู่บนแผ่นดินโลกในสมัยนั้น” พระคัมภีร์กล่าวว่าบุตรของพระเจ้ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุตรสาวของมนุษย์ และพวกเขาก็มีลูก สิ่งมีชีวิตเหล่านี้แตกต่างจากมนุษย์ที่สืบเชื้อสายมาจากอาดัมและเอวาโดยตรง

 

ตลอดประวัติศาสตร์ฮีบรูและคริสเตียน นักวิชาการพระคัมภีร์ตีความข้อความนั้นว่าเป็นการอ้างอิงถึงทูตสวรรค์ที่ตกสู่บาป หรือ Fallen Angels สิ่งนี้ได้รับการสนับสนุนในพระธรรมโบราณของเอโนคซึ่งกล่าวถึง “คนชอบธรรม” ที่กล่าวถึงในปฐมกาล 5:24 ข้อความนี้ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้นเราควรตั้งข้อสงสัยไว้บ้าง แต่ข้อความดังกล่าวให้รายละเอียดเกี่ยวกับ Fallen Angels และการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เอโนคกล่าวว่าทูตสวรรค์ 200 องค์ลงมาจากภูเขาเฮอร์โมนโดยตั้งใจจะสร้างโลกด้วยการมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้หญิง

 

แน่นอน พระคัมภีร์​ไบเบิล​พูด​ถึง​เผ่าพันธุ์คน​ยักษ์​อยู่​บ่อย​ครั้ง. พระเจ้าบอกชาวฮีบรูให้ทำลายพวกมันในเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 3 โกลิอัทสืบเชื้อสายมาจากพวกคนยักษ์อย่างแน่นอน โยบกล่าวถึง “บุตรของพระเจ้า” ซึ่งคบค้าสมาคมกับซาตาน มีความคลุมเครือเกี่ยวกับคนยักษ์เหล่านี้ แต่ประวัติศาสตร์คริสเตียนอธิบายว่าพวกเขาเป็นลูกหลานของทูตสวรรค์ที่ตกสวรรค์ หรือ Fallen Angels ซึ่งผสมพันธุ์กับผู้หญิงมนุษย์เพื่อสร้างเผ่าพันธุ์ลูกผสม พวกเขาไม่ได้อยู่ฝ่ายพระเจ้า

 

นี่คือสิ่งที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับคนยักษ์เหล่านี้ไว้ว่า:

 

ความแน่นอนเดียวคือทุกครั้งที่พระคัมภีร์กล่าวถึงคนยักษ์ นั่นหมายถึงพวกมันกำลังทำสงครามกับพระเจ้า หรือพระเจ้าทำสงครามกับพวกมัน และทุกครั้งพระเจ้าจะทำลายล้างพวกมันอย่างสิ้นเชิงเสียทุกครั้งที่มันมีชีวิตอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระเจ้าทรงทำลายพวกมันในเหตุการณ์น้ำท่วมโลก และหลังจากนั้นพระเจ้าก็ทรงส่งให้ลูกหลานของอิสราเอลกำจัดพวกมันออกจากดินแดนแห่งพันธสัญญาโดยการนำของโยชูวา

 

ทำไมพระเจ้าถึงต้องการทำลายพวกคนยักษ์?  ทั้งๆ ที่พระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขต แต่สำหรับคนยักษ์นั้น พระเจ้าทรงเห็นแตกต่างออกไป พวกมันไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่ทายาทหรือเชื้อสายตรงของอาดัมและเอวา ในพระคัมภีร์มนุษย์คือพระฉายของพระเจ้า แต่คนยักษ์นั้นเป็นรูปฉายของซาตาน นี่คือความคิดเห็นของผม

 

พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ลูกผสม ซึ่งเห็นได้ชัดว่า พระเจ้าทรงรังเกียจพวกมัน พระองค์ทรงบัญชาให้คนของพระองค์กำจัดพวกคนยักษ์ออกไปจากแผ่นดินโลก

 

ผมไม่แน่ใจว่าเราจะยังมีชีวิตถึงปี 2030 หรือไม่ เพราะผมหวังว่าผู้เชื่ออย่างคุณและผมจะถูกรับขึ้นไปก่อนถึงตอนนั้น เรากำลังอยู่บนเส้นทางการสร้างมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง การข้ามเผ่าพันธุ์มนุษย์นี้ไม่ใช่การรวมตัวกันระหว่าง Fallen Angels และมนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน

 

เราไม่ใช่พระเจ้า

 

ผมนำเรื่องเหล่านี้มานำเสนอก็เพราะว่าเผมเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ลูกผสมกำลังถูกสร้างขึ้นในปัจจุบันต่อหน้าต่อตาของเรา คุณจำสิ่งที่พระเยซูตรัสไว้ได้หรือไม่ว่า

 

“แต่วันเวลานั้นไม่มีใครรู้ แม้แต่ทูตสวรรค์ก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาของเราเท่านั้น 37 แต่สมัยของโนอาห์เป็นอย่างไร การเสด็จมาของบุตรมนุษย์ก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย”—มัทธิว 24:37

 

พระเยซูได้ตรัสถึงเหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในระหว่างที่โลกเสื่อมทรามและผิดศีลธรรมกันอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา และอาจหมายถึงการมาของ Fallen Angels ก่อนวันน้ำท่วมโลกด้วยหรือไม่? มนุษย์สนใจวิทยาการของพวกปีศาจในการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การโคลนนิ่ง การดัดแปลงพันธุกรรม และการดัดแปลงมนุษย์ คำตรัสของพระเยซูเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่?

 

พระเยซูตรัสถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับโลกที่เสื่อมทรามและผิดศีลธรรมซึ่งถือว่าความบาปเป็น แต่พระองค์จะทรงหมายถึงการมีอยู่ของ “ผู้ที่ล้มลง” ในวันก่อนน้ำท่วมโลกได้หรือไม่? มนุษย์มีแรงดึงดูดจากปีศาจในการเปลี่ยนแปลงสายพันธุกรรมของเราด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การโคลนนิ่ง การดัดแปลงพันธุกรรม และการข้ามมนุษย์? คำพูดของพระเยซูอาจเป็นคำทำนายเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่?

 

มันเป็นไปได้

 

มนุษย์พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งทรงสร้างของพระเจ้า เราถูกสร้างมาตามพระฉายของพระเจ้า และเราไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระเจ้าได้สร้างไว้ ใช่แล้ว มนุษย์เราอาจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือหรือรักษาผู้อื่นได้ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ที่เย่อหยิ่งไม่ควรพยายามที่จะเข้ามาแทนที่พระเจ้าด้วยการพัฒนาหรือปรับปรุงตนเองให้เป็นอมตะ เพราะมีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น อีลอน มัสก์ไม่ใช่พระเจ้า และเราก็ไม่ใช่เช่นเดียวกัน

 

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์

 

—-
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟังFacebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

—–
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!

ใส่ความเห็น

Basic HTML is allowed. Your email address will not be published.

Subscribe to this comment feed via RSS