เข้าใจอัตลักษณ์ของเราในองค์พระเยซูคริสต์

ในวันแห่งการถูกรับขึ้นไป เราจะมองเห็นพระเจ้า และตัวตนของเราอย่างถ่องแท้  

ผมเคยได้ยินเรื่องราวของ ร็อกเกอร์ชื่อดังท่านหนึ่งจากทศวรรษ 1980 ครั้งเมื่อเขาเดินทางไปประเทศอินโดนีเซีย  เขาได้พบกับพ่อค้าแม่ค้าข้างถนนคนหนึ่งกำลังขายบุหรี่อยู่  ร็อกเกอร์ผู้นี้ไม่สูบบุหรี่และไม่สนใจจะซื้อมัน  แต่เขาเห็นว่าแม่ค้าสวมเสื้อยืดวงดนตรีของเขาที่ดังอยู่ช่วงทศวรรษที่ 80 

เขาตื่นเต้นและดีใจที่ได้พบกับแฟนๆ ทั่วโลก เขาจึงเข้าไปคุยกับเธอ

“เฮ้ ฉันเป็นนักร้องนำวงนั้น ที่อยู่บนเสื้อของเธอ” เขากล่าว

คนขายก็มองกลับมาที่เขาอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก  แล้วพูดว่า “คุณจะซื้อบุหรี่หรือไม่”

นักร้องท่านนี้ หลงดีใจที่คิดว่าได้พบแฟนเพลงของตน  แต่กลับไม่ใช่ เธอไม่ได้สนใจเขาเลย เธอแค่ทำงานของเธออยู่

 เรื่องนี่ทำให้ผมระลึกถึงเรื่องราวที่ลูกาได้บันทึกไว้ในหนังสือกิจการ ชาวยิวกลุ่มหนึ่งเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่งเพื่อขับไล่วิญญาณชั่ว 

ในเมืองเอเฟซัส พวกเขาพบชายคนหนึ่งที่มีวิญญาณชั่วเข้าสิง พวกเขาเริ่มพยายามขับผีออกโดยใช้พระนามของพระเยซู:

แต่วิญญาณชั่วนั้นกลับตอบมาว่า  “พระเยซูข้ารู้จัก  และเปาโลข้าก็รู้จัก แต่พวกเจ้าเป็นใคร?”

แล้วชายผู้นั้นซึ่งวิญญาณชั่วกระโดดเข้ามาก็เอาชนะพวกเขาและเอาชนะพวกเขาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงหนีออกจากบ้านนั้นโดยเปล่าเปลี่ยวและบาดเจ็บ—ในพระธรรมกิจการ 19:15-16

ปีศาจตนนั้นสร้างความประหลาดใจให้นักไล่ผีเหล่านั้น พอๆ กับที่คนขายบุหรี่ชาวอินโดนีเซียทำกับนักดนตรีชื่อดังท่านนั้น 

 “ฉันรู้จักพระเยซู ฉันรู้จักเปาโล แต่ท่านเป็นใคร”

  • ตัวตนของคุณเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

หากคุณได้ฟังคำเทศนาตลอดสัปดาห์นี้จากศิษยาภิบาลที่หลากหลายในสหรัฐอเมริกา ผมรับประกันได้เลยว่า นักเทศน์อย่างน้อย หนึ่งในสิบคน จะต้องพูดถึง  “ตัวตนของคุณในพระคริสต์” อย่างแน่นอน 

อันที่จริงผมเองก็เพิ่งสอนเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่เมื่อศึกษาลงไปคุณจะประหลาดใจที่พบว่า คำสอนเกี่ยวกับ “ตัวตนของคุณในพระคริสต์” แทบจะไม่เคยถูกใช้ในหนังสือหรือคำเทศนาของคริสเตียนมาก่อนเลย ในช่วง ปี 1950 และมันไม่ได้ถูกเขียนตรงๆในพระคัมภีร์ด้วยเช่นกัน

แล้วมันมาจากไหนล่ะ? 

คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดทางจิตวิทยาของโลกในช่วงกลางทศวรรษที่ 1900 ในแบบสำรวจบุคลิกภาพ พรสวรรค์ และจุดแข็งของผู้คน  และคริสเตียนเริ่มหยิบวลีนี้ขึ้นมาใช้เพื่อแสดงความสำคัญของการเข้าใจว่า “เราเป็นใครในพระคริสต์”

ผิดมั้ยที่จะนำวลีนี้มาใช้บ้าง

ผมไม่รู้สึกรังเกียจที่จะนำวลีนี้มาใช้เพราะมันช่วยสื่อสารกับผู้คนสมัยนี้ได้ สิ่งนี้ตอบสนองต่อความต้องการต่อผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่ปรารถนาจะค้นพบเกี่ยวกับตัวตนของเขา ภายใต้พระคุณของพระเจ้า และมันจะช่วยในการรับใช้พระเจ้าได้มากขึ้น เพราะมันจะช่วยให้ผู้เชื่อได้พบอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ ที่จะได้รับการปลดปล่อยและการเยียวยาจากภายใน ที่ต้องเริ่มจากความเข้าใจก่อนว่า พวกเขาเป็นใครในความสัมพันธ์กับพระคริสต์  ซึ่งมารได้สร้างคำโกหกเกี่ยวกับตัวเราไว้มากมาย และเราจำเป็นต้องรู้ความจริงนี้เพื่อรับการปลดปล่อย 

คุณไม่สามารถทำแบบทดสอบบุคลิกภาพหรือการประเมินของประทานฝ่ายวิญญาณ และทราบได้ทันทีว่าคุณถูกเรียกให้เข้าร่วมพันธกิจหรือการรับใช้ประเภทใด สิ่งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกประเภทของผู้เชื่อเพื่อการรับใช้เท่านั้น

แต่ความเข้าใจเรื่อง “ตัวตนของคุณในพระคริสต์” ตามพระคัมภีร์ไบเบิลหมายถึง การเชื่อมต่อกับพระเยซูคริสต์ หรือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์พระเยซูคริสต์เจ้า 

ตัวตน หรืออัตลักษณ์ของคุณจะถูกสำแดงอย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อ เป็นความสัมพันธ์ ทางจิตวิญญาณของคุณที่เชื่อมโยงกับพระเยซูคริสต์จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์

กลับมาที่พระธรรมเอเฟซัส 

เหตุใดผีร้ายในเมืองเอเฟซัสจึงไม่ยอมรับอำนาจของผู้ขับผี? ก็เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้รู้จักพระเยซู พวกเขาพยายามใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ทั้งๆที่พวกเขาไม่รู้จักพระองค์  วิญญาณชั่วจึงได้ตอบกลับพวกเขาว่า  “ท่านต้องการสั่งเราด้วยสิทธิอำนาจ แต่เราไม่รู้จักท่าน เรารู้จักพระเยซูคริสต์และสาวกแท้จริงของพระองค์เท่านั้น”

หากคุณต้องการรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณจำเป็นต้องรู้ว่าพระเจ้าเป็นใครและเหตุใดพระองค์จึงส่งพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ลงมาเพื่อคุณจะได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ชั่วนิรันดร์ ในฐานะศิษยาภิบาล ผมต้องการช่วยให้ผู้คนรู้จักตัวตนของพวกเขาในพระเยซูคริสต์ ผมต้องการให้พวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์ การจะเข้าใจว่าเราเป็นใครในพระคริสต์เราต้องเข้าใจก่อนว่าพระองค์คือผู้ใด

  • พระองค์ไม่เคยปล่อยให้เราต้องคาดเดา

ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของเราในพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้า ของเรา มีคำตอบอยู่แล้วในความเข้าใจเกี่ยวกับการแรปเจอร์ หรือการถูกรับขึ้นไปของผู้เชื่อ  

อัครสาวกยอห์นได้เขียนเกี่ยวกับช่วงเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาเพื่อรวบรวมสาวกของพระองค์บนแผ่นดินโลกไว้ดังนี้ :

“ท่านที่รักทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า และเราจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านั้นเรายังไม่รู้ แต่เรารู้ว่าในเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราจะเป็นเหมือนอย่างพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น และทุกคนที่มีความหวังอย่างนี้ในพระองค์ ก็ชำระตนให้บริสุทธิ์เหมือนที่พระองค์ทรงบริสุทธิ์”

‭‭1 ยอห์น‬ ‭3‬:‭2‬-‭3‬ ‭THSV11‬‬

พระเจ้าได้ทรงกล่าวอ้างว่าเราเป็นลูกของพระองค์แล้ว แม้เรายังไม่เห็นและเข้าใจทุกอย่างอย่างชัดเจน แต่เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมารับเราทั้งหลายขึ้นไปในฟ้าอากาศ เราจะรู้แจ้งว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใดและเราเป็นใครร่วมกับพระองค์ ตาใจของเราทั้งหลายจะถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์รับรู้ว่าเราเป็นใคร และมีศักดิ์ศรีเพียงใดในพระองค์

ในระหว่างนี้ที่เรากำลังรอคอยพระองค์อย่างกระตือรือร้น และใจจดใจจ่อเตรียมรับการเสด็จกลับมาของพระองค์ จงอยู่ห่างไกลจากบาป และเรียนรู้ว่าพระเจ้าเป็นใครและเราเป็นใครในพระเยซูคริสต์ 

ซึ่งพระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้เราต้องเดาไปเอง พระคัมภีร์ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าเป็นใครและเราเป็นใคร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานอยู่เพื่อยืนยันสิ่งนี้ในจิตวิญญาณของเรา

พระคัมภีร์ทั้งเล่มบอกไว้อย่างชัดเจนว่า พระเจ้าเป็นใคร และผู้ใดที่ไม่ใช่พระเจ้า 

มีอย่างน้อย 5 สิ่งที่พระคัมภีร์บรรยายถึงพระเจ้าซึ่งตลอดทั้งเล่มพระคัมภีร์ ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์  ซึ่งถ้าหากเราเข้าใจ 5 สิ่งพระเจ้าเปิดเผยพระองค์เอง เราก็จะเข้าใจอัตลักษณ์ของเราในพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น

1.พระเจ้าทรงเป็นพระบิดา: 

พระองค์ทรงสถิตกับเราอย่างใกล้ชิด พระองค์ทรงเป็นพระบิดาและเราเป็นบุตรของพระองค์ 

ในพระธรรม 1 ยอห์น 3:1 กล่าวว่า “ดูเถิดความรักที่พระบิดาประทานแก่เรานั้นเป็นอย่างไร เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!”

2. พระเจ้าทรงเป็นองค์เจ้าบ่าว: พระองค์ทรงต้องการให้เราเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จมา และพระองค์ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง เป็นส่วนตัว และเปี่ยมด้วยความรักกับเรา พระองค์ทรงเป็นองค์เจ้าบ่าว และเราเป็นเจ้าสาวของพระองค์ ดังพระธรรมยอห์น 3:29

3. พระเจ้าทรงเป็นผู้ส่งสาร: พระองค์ทรงมอบข่าวดีแห่งความจริงของพระองค์แก่เรา และพระองค์ต้องการให้เราบอกผู้อื่นถึงสิ่งที่พระองค์ตรัส พระเจ้าเป็นผู้ส่งสาร และเราเป็นดังผู้เผยพระวจนะของพระองค์

4. พระเจ้ามีความเป็นบุคคล: พระองค์ต้องการให้เราเข้าถึงพระองค์เองเพื่อให้เราได้รับการอภัย และนำผู้อื่นให้มาพบพระองค์ และถวายเกียรติแด่พระองค์ พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่เราสามารถเข้าถึงได้ และเราเป็นปุโรหิตของพระองค์ที่นำประชาชาติกลับมาหาพระองค์

5. พระเจ้าทรงเป็นจอมกษัตรา: พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองของสรรพสิ่ง ในสดุดี 47:7 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์ของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น” ในฐานะกษัตริย์ พระองค์ทรงมอบอำนาจให้บุตรของพระองค์ พระเจ้าเป็นกษัตริย์ และพระองค์จะทรงทำให้เราเป็นกษัตริย์เพื่อครอบครองร่วมกับพระองค์ด้วย

ต่อหน้าพระองค์ ในที่สุดเราจะเห็นพระองค์ “อย่างที่พระองค์ทรงเป็น” และพระคัมภีร์กล่าวว่า เราจะเป็นเหมือนดั่งพระองค์ ในวันแห่งการถูกรับขึ้นไป เราจะรู้จักพระองค์อย่างสมบูรณ์ และร่วมครอบครองกับพระคริสต์ ในวันนั้นเองเราจะรู้แจ้งว่าเราเป็นผู้ใด

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์

—-

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง

Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

—–
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า

เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!