เมื่ออำนาจนอกกฎหมายครองใจผู้คน จะเกิดอะไรขึ้น

ในวาระสุดท้าย ความรักจะเยือกเย็นลง สิ่งเลวร้ายจะเข้ามาแทนที่

 

หมายสำคัญหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงการเสด็จกลับมาของพระเยซูในไม่ช้านั้นมาจากพระวจนะของพระเยซูเองใน มัทธิวบทที่ 24 ซึ่งเป็นคำเผยพระวจนะที่รู้จักกันดีในวาทะกรรมบนภูเขามะกอกเทศ ที่พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงวาระสิ้นยุค 

หลังจากพยากรณ์เรื่องพระวิหารจะถูกทำลายแล้ว พระเยซูทรงบอกสาวกของพระองค์เกี่ยวกับหมายสำคัญของวาระสิ้นยุค  พระองค์ยังพยากรณ์ถึงความเลวทรามของมนุษย์ และการก่อกบฎหรือละทิ้งต่อมาตรฐานของพระเจ้าจะเป็นสัญญาณสำคัญ : “ความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลงเพราะความอธรรมแผ่กว้างออกไป” (มัทธิว 24:12)

 

ในบริบทนี้ การปราศจากซึ่งกฎหมายเป็นคนละสิ่งกับการที่เด็กๆจะไม่เชื่อฟังคุณครู  หรือเรื่องใหญ่ๆอย่าง ผู้คนฝ่าฝืนกฎจราจร หรือผู้เสียภาษีจะโกงภาษี สิ่งเหล่านั้น “ผิดกฎหมายบ้านเมือง” อย่างแน่นอน 

แต่พระเยซูกำลังบอกถึงบางสิ่งที่ชั่วร้ายกว่า นั่นคือ การกบฏต่อพระเจ้า หรือการละทิ้งมาตรฐานของพระเจ้า แต่ต้องการที่จะต่อต้านด้วยสิทธิอำนาจของมนุษย์—ก็เหมือนกับการขับรถเร็วเกินกำหนด ทั้งๆที่มีจำกัดความเร็วไว้

คำภาษากรีกที่แปลว่า “การละเลยกฎหมาย” ในข้อนี้คือ คำว่าอะนอเมีย ซึ่งสามารถแปลได้ว่า “ไม่มีกฎหมาย” เป็นการอ้างอิงเฉพาะสำหรับการกบฏต่อพระเจ้าและการก่อกบฎนั้นจะเกิดขึ้นในหมู่ชนที่เชื่อในพระเจ้าและกลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านมนุยธรรมในสังคมเท่านั้น มันจะเกิดขึ้นใกล้ตัวเรามากขึ้น

 

1. การรักในสิ่งผิด 

 

อัครทูตเปาโลขยายเพิ่มเติมคำเผยพระวจนะของพระเยซูเกี่ยวกับความอธรรมที่แผ่ออกไป หรือการกบฎต่อพระเจ้า ใน 2 เธสะโลนิกา ท่านได้บรรยายถึงวาระสุดท้ายที่จะมาถึงก่อนการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์

อย่าให้ใครล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการกบฏเสียก่อน และคนนอกกฎหมายนั้นจะปรากฏตัว คือลูกแห่งความพินาศ ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้ทุกสิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นพระ หรือสิ่งที่เขาไหว้นมัสการนั้น แล้วมันก็จะนั่งในพระวิหารของพระเจ้า ประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า  —2 เธสะโลนิกา 2:3‭-‬4 

พระคำตอนนี้ได้อ้างอิงถึงการปรากฎตัวของปฏิปักษ์พระคริสต์  “คนนอกกฎหมาย” หรือ “ลูกแห่งความพินาศ” แต่ก่อนการปรากฎตัวนั้น อ.เปาโลอธิบายว่าจะมี “การล้มลง” ซึ่งในอีกนัยยะหนึ่งคือ apostasy หรือ การละทิ้งความเชื่อดั้งเดิมที่เคยมี

 

อ.เปาโลกำลังหมายถึงว่าผู้คนจะละทิ้งความจริงแท้ แต่ท่านไม่ได้หมายถึงการที่โลกนี้ปฏิเสธพระเจ้าและความจริงของพระองค์ อ.เปาโลกำลังกล่าวถึงคริสตจักรโดยตรง ผู้คนในคริสตจักรนี่เองที่จะปฏิเสธความจริงแท้ของพระคำของพระเจ้าไป 

 

เราได้เห็นสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วไปในคนรุ่นของเรา ผมได้เขียนบทความไว้เกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตของเหล่าศิษยาภิบาลที่ไม่เชื่อในหลักการของพระคัมภีร์ และมุมมองของพระคัมภีร์ที่มีต่อโลกนี้อีกต่อไป ผมได้พูดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อคนที่เชื่อคำสอนเหล่านั้น

 

ในพระธรรม 2 ทิโมธี อ.เปาโลได้อธิบายขยายความอธรรมและการก่อกบฎต่อความเชื่อแท้ไว้ว่า

 

แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า  —2 ทิโมธี 3:1‭-‬4 

 

รายการลักษณะผู้คนที่กล่าวถึงข้างต้นช่างครอบคลุมกับสิ่งที่เราพบเจอทุกๆวันในคนรุ่นของเรา ลักษณะผู้คนเหล่านี้ที่จะสะท้อนการกระทำที่ชั่วร้ายก่อนการเสด็จกลับมาของพระเยซู

อ.เปาโลย้ำในข้อ 3 ว่า ผู้คนจะไร้มนุษยธรรม และไม่มีความรักต่อกัน นี่คือลักษณะของ”ความรักที่เยือกเย็นลง” ตามที่พระเยซูได้พยากรณ์ไว้

 

แต่เรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ อ.เปาโลกล่าวว่า ผู้คนจะ “รักสิ่งอื่น” มากกว่าพระเจ้าหรือคนของพระเจ้า กล่าวคือ พวกเขาจะรักตัวเอง รักเงินทอง และรักสนุก ยิ่งกว่ารักพระเจ้า

 

อันที่จริง การประพฤติที่เลวร้ายในรายการข้างต้น ก็คือการประพฤติที่ปราศจากความรักต่อพระเจ้า และต่อมนุษย์ด้วยกัน คำว่า ไร้มนุษยธรรม หรือ ไม่มีความรัก นั้นมาจากคำภาษากรีก แอสตอรียี (Astorgoi) ซึ่งหมายถึง “ไร้ซึ่งความรักตามธรรมชาติ” 

 

ผู้คนจะไม่เหลือซึ่งความรักที่อยู่ในมนุษย์ตามธรรมชาติ  ผู้คนจะไม่รักครอบครัวของพวกเขา  ผู้คนจะไม่รักคนรอบๆ ตัว ก็เพราะว่าพวกเขาไม่รักพระเจ้า

 

คุณอาจจะลองคิดถึงกลุ่มคนเฉพาะเจาะจงที่พระคัมภีร์เหล่านี้บรรยายถึง ชายหนุ่มที่กราดยิงเด็กๆ ในห้องเรียน หรือพ่อแม่ที่ฆาตกรรมลูกๆ ของตัวเอง เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยใน 30-40 ปี ก่อนหน้านี้ แต่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นปกติในช่วงเวลาปัจจุบันนี้

 

2.ผู้คนจะรักแต่ตัวเอง และเห็นแก่ตัว

การกระทำเลวร้ายอื่นๆเช่น —ความหยิ่งจองหอง การดูหมิ่น การไม่เชื่อฟัง การอกตัญญู ความไม่บริสุทธิ์ การใส่ร้ายกัน การขาดการควบคุมตนเอง ความโหดร้าย การเกลียดชังความดี การทรยศ ความดื้อรั้น ความเย่อหยิ่ง—หรือมีอีกความหมายหนึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ “ฉันคือคนที่สำคัญที่สุด”  เมื่อคุณแสดงลักษณะเหล่านี้ เหมือนกับว่าคุณกำลังพูดว่า “พระเจ้าไม่สำคัญ คนอื่นไม่สำคัญ ฉันคนเดียวที่สำคัญ”

 

เพียงแค่คุณลองใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงกับโซเชียลมีเดีย  คุณจะเห็นว่าค่านิยมนี้กำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาจากความเลวร้ายของแนวคิดเหล่านี้  ผู้คนหาเลี้ยงชีพโดยการโปรโมตตัวเองทางโลกออนไลน์ ส่งเสริมพฤติกรรม “สุขภาพดี” โดยบอกว่าวิธีเดียวที่จะมีความสุขและมีสุขภาพดีคือการรักตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข เรากลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วย “คนรักตัวเอง”

แน่นอน เราควรรักตัวเอง เพราะเราถูกสร้างมาตามแบบพระฉายของพระเจ้า—แต่ไม่ใช่การกีดกันความรักต่อพระเจ้าหรือต่อผู้อื่นออกไป  เราควรรู้ว่าทุกคนอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ควรคิดว่าตนเองสูงส่งเกินควร เราไม่ควรยกตนให้สูงกว่าพระเจ้าหรือเหนือเพื่อนบ้านของเรา และเราควรรักพระเจ้าและผู้อื่น

ช่วงเวลาที่คุณทำให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของการดำรงอยู่ของคุณเอง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คุณเริ่มทำลายความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้าและผู้อื่น เมื่อเราละความสนใจจากพระเจ้าและมุ่งความสนใจไปที่ตัวเราเอง เราก็เปิดประตูให้เนื้อหนังของเราเข้ายึดครอง

 

3.ผู้คนจะรักเงินทอง และเห็นแก่เงิน

 

เปาโลยังกล่าวถึง “คนรักเงิน” ใน 2 ทิโมธี 3:2 ครั้งหนึ่งผมเคยสำรวจความคิดเห็นที่เปิดเผยว่า   เรื่องเงินเป็นสาเหตุอันดับสองของการหย่าร้าง รองจากความไม่ซื่อสัตย์  เราเห็นผลกระทบของปัญหาเรื่องเงินตลอดเวลา  มันทำให้เกิดความวิตกกังวล  ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว  นำไปสู่อาชญากรรม ความสัมพันธ์ของเรากับเรื่องเงินบ่งบอกความเป็นตัวเรามากกว่าที่เราคิด:

เพราะการรักเงินเป็นรากเหง้าของความชั่วทุกชนิด ซึ่งบางคนได้หลงไปจากความเชื่อในความโลภของตน และได้แบกรับความทุกข์ไว้มากมาย—1 ทิโมธี 6:10

คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินมากมายถึงจะเป็น “คนรักเงิน” เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่มีเงินไม่มากที่จะหมกมุ่นอยู่กับคนรวยคนอื่นๆ   สังคมของเรามีแนวโน้มที่จะตัดสินผู้คนจากทรัพย์สินของพวกเขาหรือประเมินพวกเขาโดยพิจารณาจากรายได้  แม้ว่าพระคัมภีร์จะเตือนเราว่าอย่าแสดงความลำเอียง โดยพิจารณาจากจำนวนเงินที่บุคคลนั้นมี

นั่นคือเหตุผลที่พระเยซูบอกให้เรารักษาใจของเรา :

24“ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนายได้ เพราะว่าเขาจะชังนายข้างหนึ่ง และรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือเขาจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายจะรับใช้พระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้– มัทธิว 6:24 

 

การอ้างอิงถึงคำว่า “เงินทองหรือ (Mammon) ” ในตอนนี้ หมายถึงเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งและความร่ำรวยของชาวซีเรีย กล่าวอีกนัยหนึ่ง การให้ความสำคัญกับเงินและความโลภไม่ต่างจากการบูชารูปเคารพ หรือปีศาจ  ต้องระมัดระวังเพราะพวกเรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมที่มีการบูชารูปเคารพอย่างมาก

 

4.ผู้คนจะรักสนุก มากกว่ารักพระเจ้า

 

พระเจ้าสร้างเราให้พบความสุขในพระองค์ ผู้คนอาจนำความสุขมาให้เราได้ถ้าเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า เราชื่นชมยินดีในการทรงสร้างของพระเจ้า ซึ่งประกาศพระสิริและเปิดเผยพระลักษณะของพระองค์แก่เรา   

แต่ผู้คนในปัจจุบันไม่ได้เพลิดเพลินในสิ่งนั้น ดังเปาโลเขียนใน  2 ทิโมธี 3:4

ท่านเขียนเกี่ยวกับผู้คนที่พอใจในพฤติกรรมที่ผิดบาปและไร้ความคิด การเพิกเฉยต่อพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นในทางที่ผิด  คุณเห็นสิ่งนี้ได้ทั่วไปในหมู่คนที่คุณรู้จัก—ไม่ว่าจะเป็น เพื่อน เพื่อนร่วมงาน  หรือแม้แต่สมาชิกในครอบครัว   ผู้คนหมกมุ่นอยู่กับแอลกอฮอล์หรือยาเสพติด พวกเขาต่อสู้กับการเสพติด พวกเขาหันไปประพฤติผิดศีลธรรมเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น

ผู้คนแสวงหาความสุขในทุกโอกาส หันไปหาทุกสิ่ง ยกเว้นแสวงหาความสัมพันธ์กับพระเจ้า พฤติกรรมที่ไร้ความรักและความบาปเหล่านี้อาจทำให้พวกเราที่ติดตามพระเยซูรู้สึกขัดใจและลำบากใจ  นั่นเป็นสัญญาณของความรักที่เยือกเย็นลงและอิทธิพลของพวกไร้กฏหมายที่แผ่ขยายขึ้นในยุคสุดท้าย

 

ใกล้เข้าไปอีกขั้น

เหตุใดอาจารย์เปาโลจึงได้บรรยายถึงความชั่วร้ายเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้น  ท่านพยายามทำให้เราท้อแท้ใจใช่หรือไม่? เหตุใดพระเยซูจึงทรงเตือนเราว่า ความชั่วจะมีมาก และความรักของคนจำนวนมากจะเยือกเย็นลง?

 

คำพยากรณ์ในคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้เรากลัวหรือวิตกกังวล บทบาทของคำพยากรณ์คือให้กำลังใจเรา ทั้งพระเยซูและอาจารย์เปาโลกำลังบอกกับพวกเราว่า เมื่อเราเห็นความเป็นจริงนี้ปรากฏขึ้น เราก็เข้าใกล้การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ขึ้นอีกก้าวหนึ่ง

พระเยซูต้องการให้ผู้ติดตามของพระองค์ตื่นเต้นเพราะพระองค์กำลังจะฟื้นฟูทุกสิ่งสำหรับผู้ที่เชื่อ

พระองค์กำลังจะกลับไปสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมดร่วมกันกับพระองค์   เราทั้งหลายจะอยู่ต่อหน้าพระองค์และความรักนั้นจะไม่มีวันเยือกเย็นลง แต่จะคงอยู่ตลอดไป

 

แปลจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์

 

—-

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง

Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

—–
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า

เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!