เมื่อ “คนไม่มีศาสนา” กลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่

When the “Nones” Become the Majority

 

งานวิจัยล่าสุดเผยว่ายุคปัจจุบันเป็นยุคที่คนเลิกเชื่อหรือละทิ้งพระคริสต์ไปเป็นจำนวนมากกว่ายุคไหนๆ

 

หลายสัปดาห์ก่อน คุณอาจได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ “สัญญาณการละทิ้งความเชื่อแท้” ซึ่งสิ่งนี้เป็นหนึ่งในหมายสำคัญครั้งใหญ่ที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าจะเกิดขึ้นในวาระสุดท้ายก่อนที่จะมีการปรากฎตัวของปฏิปักษ์พระคริสต์

คำสอนนี้มาจากพระธรรม 2 เธสะโลนิกา:

“พี่น้องทั้งหลาย เรื่องการซึ่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจะเสด็จมา และที่พระองค์จะทรงรวบรวมเราไปอยู่กับพระองค์นั้น เราขอร้องท่านว่า อย่าให้ใจของท่านหวั่นไหวง่าย หรือตื่นตระหนกตกใจ ไม่ว่าจะเป็นโดยทางวิญญาณ หรือคำพูด หรือจดหมายเป็นเชิงว่ามาจากเรา อ้างว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว อย่าให้ใครล่อลวงท่านโดยทางหนึ่งทางใดเลย เพราะว่าวันนั้นจะไม่มาถึงจนกว่าจะมีการกบฏเสียก่อน และคนนอกกฎหมายนั้นจะปรากฏตัว คือลูกแห่งความพินาศ ผู้กีดกั้นขัดขวางและยกตัวขึ้นต่อสู้ทุกสิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นพระ หรือสิ่งที่เขาไหว้นมัสการนั้น แล้วมันก็จะนั่งในพระวิหารของพระเจ้า ประกาศตัวว่าเป็นพระเจ้า”

—‭‭2 เธสะโลนิกา‬ ‭2:1-4‬ 

 

ผมอยากชี้ให้เห็นว่าหลายภาคส่วนในวัฒนธรรมทั่วโลกในขณะนี้ มีหลักคำสอนที่ต่อต้านพระคัมภีร์และหลักศีลธรรมก็ตกต่ำลงอย่างมาก 

คำว่า “ล้มลง” มาจากคำว่า อะพอสตาเซีย ในภาษากรีก หรือ apostasy ในภาษาอังกฤษ คำๆ นี้เล็งถึงการละทิ้งความเชื่อ หรือ ยกเลิกความเชื่อทางศาสนาทิ้งไป

ความเสื่อมในวัฒนธรรมของเราคือผลจากการที่ผู้คนไม่รู้จักพระเจ้า หรือแทบไม่สนใจเรื่องราวของพระเจ้าเลย นี่คือรูปแบบหนึ่งของการก่อกบฎ หรือล้มลง ซึ่งมาจากความเชื่อที่ลดต่ำมาตรฐานลงไป

 

หรืออีกนัยหนึ่ง การละทิ้งความเชื่อเกิดขึ้นเมื่อผู้คนต่างปฏิเสธความเชื่อที่พวกเขาเคยยึดถือ เนื้อเพลงในบทเพลงชีวิตคริสเตียนชื่อ “พระคุณพระเจ้า” ที่ร้องว่า “ครานั้นฉันหลง พระองค์ตามหา” ได้ถูกเปลี่ยนเป็น “ครานั้นพระเจ้าตามหาฉันจนพบ แต่ฉันเลือกที่จะหลงทางไป”

คนเหล่านั้นที่ละทิ้งความเชื่อก็คือผู้เชื่อในพระคริสต์ การล้มลงไม่ได้ใช้กับคนที่ไม่เคยเชื่อวางใจในพระเยซูมาก่อน แต่ใช้กับกลุ่มผู้เชื่อที่ตั้งใจหันหลังให้กับคริสตจักรและความเชื่อที่พวกเขาเคยยึดมั่นมาก่อน

ผลวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่าสิ้งนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในอดีต

 

กระแสที่ไม่อาจย้อนกลับ 

 

มีผลงานวิจัยล่าสุดที่น่าตื่นตะลึงของ Pew Research Center ที่ชี้ให้เห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนมากที่ทิ้งความเชื่อคริสเตียนในอเมริกา เป็นงานวิจัยที่มีชื่อว่า “การสร้างแบบจำลองอนาคตของศาสนาในอเมริกา” งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2070 คริสเตียนจะลดจำนวนลงเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา 

หนังสือพิมพ์คริสเตียนทูเดย์ ได้บรรยายไว้ดังนี้ 

ในปัจจุบัน ผู้คนร้อยละ 64 บอกว่าพวกเขาเป็นคริสเตียน แต่เกือบหนึ่งในสามของของคริสเตียนเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนมาเป็น “ผู้ไม่มีศาสนา “หรือ “ไม่เชื่อในอะไรเป็นพิเศษ” ในขณะที่ผู้ไม่มีศาสนาเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนที่เชื่อในพระเจ้าเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ซึ่งหากว่าอัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างคงที่ ในเวลาครึ่งศตวรรษ จะมีชาวอเมริกันเพียง 46 % เท่านั้นที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคริสเตียน

และหากอัตราการเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่มีมาตั้งแต่ปี 1990 จำนวนผู้เรียกตนเองว่าเป็นคริสเตียนจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น

“ผู้ไม่มีศาสนา”—คือกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนาใดเลย—จะกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศของเรา

ที่แย่ยิ่งกว่านั้น นักวิจัยยังชี้ว่าเทรนด์นี้ไม่อาจพลิกกลับได้ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับความศรัทธาของนักวิจัยเหล่านี้ ดังนั้นเราอาจจะต้องฟังหูไว้หู เพราะพวกเขาบอกว่าอย่าคาดหวังการฟื้นฟูใดๆ ในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง แต่งานวิจัยนี้จะใช้ไม่ได้ทันที ถ้าเกิดเหตุการณ์แรปเชอร์ขึ้นในเร็ววันนี้

“เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เราแทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่จะกลับสู่ยุคฟื้นฟูทางความเชื่อ” Stephanie Kramer นักวิจัยอาวุโสของ pew research center กล่าวกับหนังสือพิมพ์คริสเตียนทูเดย์  “มีบางคนบอกว่าการฟื้นฟูจะไม่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจก้าวหน้า หรือวิ่งไปตามกระแสของโลก  เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถย้อนกลับแต่เราไม่อาจรู้แน่ชัด เราแค่ไม่มีข้อมูล”

สิ่งที่พวกเขามีคือข้อมูล 50 ปีย้อนหลังที่แสดงให้เห็นว่าจำนวนคนที่ระบุตัวว่าเป็นคริสเตียนได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าคนที่ระบุว่าเป็นคริสเตียนเมื่อห้าหรือ 10 ปีที่แล้ว ไม่ได้ยอมรับว่าตัวเองเชื่อในแบบเดิมแล้วในทุกวันนี้ เราอยู่ในยุคของการไหลไปตามกระแสโลก

ตามที่หนังสือพิมพ์คริสเตียนทูเดย์ กล่าวไว้ว่า “หากคุณกำลังพยายามทำนายทิศทางของศาสนาในอนาคต ตามคำกล่าวของศูนย์วิจัย Pew คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าศาสนาคริสต์จะเสื่อมลงหรือไม่ แต่มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไปได้ไกลแค่ไหนต่างหาก”

การละทิ้งความเชื่อ

 

เป็นที่ชัดเจนว่าผู้ที่เลิกเชื่อในพระเจ้าไม่ได้หนีไปเข้าร่วมกับศาสนาอื่น แต่พวกเขาละทิ้งศาสนาโดยสิ้นเชิง: เหตุผลหลักก็คือการเปลี่ยนไปเป็นไม่เชื่อในอะไรเลย  

ตามรายงาน คริสเตียนที่ตัดสินใจว่าพวกเขาจะไม่เป็นคริสเตียนอีกต่อไป ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงอายุ 15 ถึง 29 ปี และมีคริสเตียน อีก 7 เปอร์เซ็นต์ที่ตัดสินใจไม่นับถือศาสนา หลังอายุ 30 ปี

ตัวเลือก “เป็นผู้ไม่มีศาสนา”  ในการสำรวจเกี่ยวกับหมวดหมู่การนับถือศาสนา เพิ่งเริ่มถูกนำมาใช้เป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งในปี 2008 เท่านั้น ซึ่งคำตอบในช่วงแรกนั้นออกมาเป็นหลักจุดทศนิยมเท่านั้น แต่ภายในปี 2014 คำตอบ “ผู้ไม่มีศาสนา” เพิ่มขึ้นมาถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งกล่าว

และในปัจจุบันผู้ที่ไม่เข้าร่วมในศาสนาใดเลย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับเปอร์เซ็นต์ของคาทอลิกและคริสเตียน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มหาศาลมาก :

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ตามที่ Pew กล่าวนี้คือ

“ผู้ไม่มีศาสนา”  จะเพิ่มสูงขึ้นจากประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน เป็นมากถึง 52 เปอร์เซ็นต์ใน 50 ปีข้างหน้า

โดยคนกลุ่มนี้คือ ผู้ไม่มีอัตลักษณ์ทางศาสนา หรือไม่เชื่อในสิ่งใดเลย แม้ว่าหลายคนยังคงยอมรับความเชื่อของคริสเตียนและมีส่วนร่วมในการปฏิบัติศาสนกิจบางอย่างอยู่บ้างก็ตาม

เหตุผลที่ผู้คนกำลังละทิ้งความเชื่อ

 

อะไรอยู่เบื้องหลังแนวโน้มของการเลิกศรัทธานี้? หนังสือพิมพ์คริสเตียนทูเดย์ ได้คาดการณ์เกี่ยวกับสาเหตุที่อาจเป็นไปได้หลายประการ ดังนี้:

1.เสรีภาพเติบโตในคริสตจักรมากขึ้น

หลังจากที่ United Church of Christ ยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกันในปี 2548 นำไปสู่การสูญเสียสมาชิกมากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 17 ปีต่อมา เพราะคริสตจักรดูไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมโดยทั่วไป ทำให้ผู้คนมากมายตัดสินใจเลิกเชื่อ

 

2.คริสตจักรมีความอนุรักษ์นิยมมากเกินไป

“เมื่อกลุ่มผู้เชื่อ  Evangelicals ได้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ในปี 2016 ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงของคริสตจักรกับการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม สิ่งนี้กำลังขับไล่คนหนุ่มสาวที่มีความคิดหัวก้าวหน้าออกไป” จากคำกล่าวในหนังสือ Secular Surge: A New Fault Line in American Politics ซึ่งเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ทางการเมือง

3.กระแสนี้กำลังแพร่ขยายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก 

แนวโน้มที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยในสหรัฐฯ พอจะทำให้มองเห็นแนวโน้มของประเทศอื่นๆได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ จุดยืนทางการเมืองของคริสตจักรไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของสังคมนั้นเกิดขึ้นนอกคริสตจักร

ผมเชื่อว่าเหตุผลสุดท้ายน่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เราเห็นสังคมเคลื่อนถอยห่างจากค่านิยมของศาสนาคริสต์ ไปมาก เช่นเดียวกับที่พระคัมภีร์กล่าวว่าจะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย

ขอต้อนรับคุณเข้าสู่สนามแห่งพันธกิจ 

 

สิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ นี่เป็นเวลาของการทำงานของคริสตจักร “การล้มลงในความเชื่อ” ที่อาจารย์เปาโลทำนายไว้กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อต่อตาเราทั้งหลาย เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกที่นำไปสู่การละทิ้งความเชื่อและการปฏิเสธศีลธรรมตามพระคัมภีร์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของโลก นี่เป็นช่วงเวลาที่คนทำผิดศีลธรรมและไร้จิตสำนึกที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

นี่เป็นสัญญาณชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งว่าเรากำลังเข้าใกล้ความจริงเรื่องการถูกรับขึ้นไปมากยิ่งขึ้น 

นี่ยังเป็นสัญญาณของการสุกงอม ก่อนช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และสหรัฐอเมริกาก็เป็นส่วนหนึ่งของสนามแห่งพันธกิจที่จะถูกเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อคุณถูกรายล้อมไปด้วยคนที่ไม่รู้จักพระเยซูจำนวนมหาศาล แสงสว่างของคุณจะดึงดูดผู้คนให้สนใจมากที่สุดในเวลาอันมืดมิดเช่นนี้ ดังนั้นแสงสว่างในชีวิตคุณจึงอาจส่องสว่างกว่าที่เคยเป็นมาก็ได้

จงฉวยโอกาสนี้ แสดงให้พวกเขาเห็นถึงพลังของการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากการมีความสัมพันธ์สนิทกับองค์พระเยซู เตือนพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น อธิษฐานเผื่อพวกเขา แสดงความรักแก่พวกเขา คน

เหล่านี้อาจหันหลังให้กับความจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรละทิ้งหน้าที่ ที่จะนำพวกเขากลับมา 

 

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์

 

—-

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง

Facebook 👉 https://www.facebook.com/SatunAssembly.org
Website 👉 https://satunassembly.com/
กดติดตามช่องยูทูป👉 https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

—–
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการส่งต่อให้คนที่ท่านรัก เป็นพระพรให้ผู้อื่น
อธิษฐานเผื่อเรา และถวายทรัพย์เผื่อเรา
เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า

เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com ::
พระเยซูจอมกษัตริย์ โปรดเสด็จกลับมา
Even so come King Jesus!