AI เครื่องมือในการครองโลกของบุรุษในเงามืด? | Antichrist and AI | ENDTIMES SAOG

ปฏิปักษ์พระคริสต์สามารถใช้เอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) เป็นเครื่องมือได้หรือไม่?

Could AI become a tool of the Antichrist?

เป็นไปได้หรือไม่ที่ปฏิปักษ์พระคริสต์ จะใช้เอไอ(ปัญญาประดิษฐ์) มาเป็นเครื่องมือในการควบคุมมนุษยชาติในวาระสุดท้าย

สารคดีชุดนี้จะช่วยให้คุณเห็นมุมมืดของเทคโนโลยีขั้นสูงสุด

ที่อาจอยู่ในมือของคนที่ไม่หวังดีต่อโลกและมนุษยชาติ

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงปฏิปักษ์พระคริสต์นั่นเอง

 

งบประมาณในปี 2021 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยื่นคำของบประมาณต่อสภา  คองเกรสให้กับกระทรวงกลาโหมเป็นมูลค่ามากกว่า 7 แสนล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็นเงินไทยโดยประมาณคือ ยี่สิบสี่ล้านล้านกว่าบาท ซึ่งในจำนวนนั้นแบ่งเป็นงบประมาณเพื่อการลงทุนในการพัฒนาเอไอ ( หรือ ปัญญาประดิษฐ์)  จำนวนกว่า 841 ล้านดอลลาร์  หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณคือ สองหมื่นเก้าพันกว่าล้านบาท

ทำไมกองทัพจึงให้ความสนใจในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มากนัก?

Machine learning หรือการให้ระบบคอมพิวเตอร์เรียนรู้และทำงานด้วยตัวเอง 

ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ หรือ smart assistant ” ที่เข้ามาช่วยตอบคำถามหรือรับข้อร้องเรียนในงานบริการลูกค้า หรือ customer service 

 ไปจนถึง “ระบบหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ” ที่เรียนรู้วิธีทำความสะอาดบ้านอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงทำให้ Ai หรือ ปัญญาประดิษฐ์กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้นในทุกวันนี้  ปัญญาประดิษฐ์ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของเทคโนโลยีทางทหารด้วยเช่นกัน 

โดยรัฐบาลสหรัฐ ได้จัดตั้งคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติด้านAI หรือปัญญาประดิษฐ์ขึ้นในปี 2018 เพื่อ “พัฒนา AI , machine learning และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง” 

หนึ่งในนั้นคือ Project Maven ที่สามารถนำอัลกอริทึมของระบบmachine  learning มาใช้ในการระบุตัวผู้ต้องสงสัย จากวิดีโอคลิปได้แล้ว

จึงเป็นเรื่องง่ายที่เราจะจินตนาการได้ว่า ในอนาคตคงจะมีการ นำปัญญาประดิษฐ์มาใช้อย่างแพร่หลายในทางทหาร ทั้งในสหรัฐอเมริกาเอง และในประเทศอื่นๆ เป็นแน่

คุณคงเคยได้ยินคำว่า “เครื่องบินรบไร้คนขับ” (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าโดรนลอบสังหารหรือไม่?) ซึ่งสามารถใช้เพื่อระบุเป้าหมายและสังหารโดยไม่ต้องให้นักบินที่เป็นมนุษย์เสี่ยงอันตราย ขณะนี้ โดรนถูกควบคุมและบังคับใช้โดยมนุษย์ซึ่งสามารถตัดสินใจได้ว่าเมื่อใดควรใช้โดรนเป็นอาวุธเพื่อปฏิบัติการณ์ได้

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่ากระบวนการตัดสินใจของมนุษย์อาจไม่จำเป็นเสมอไป มีความเป็นไปได้ที่ชัดเจนแล้วว่า กองทัพจะนำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอไอ มารวมเข้ากับการทำสงครามโดยใช้โดรนลอบสังหาร

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ มีความเป็นไปได้สูงว่า AI ได้พัฒนาระบบในการจดจำใบหน้าและการตัดสินใจด้วยตัวเองซึ่งนำไปสู่การสร้างอาวุธร้ายแรง หรือที่เรียกว่า หุ่นยนต์สังหารอัตโนมัติ ที่สามารถกำหนดเป้าหมายและตัดสินใจยิงสังหารได้โดยไม่ต้องใช้มนุษย์ควบคุม

ในบทความปี 2019 ได้บรรยายให้เห็นภาพที่น่าสยดสยองไว้ดังนี้ 

“ กองกำลังป้องกันพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ที่ไม่ต้องการให้ทหารเข้าสู่การต่อสู้แบบเผชิญหน้า แทนที่พวกเขาจะส่งทหารกระจายไปทั่วเมือง พวกเขากลับส่งโดรนสังหารขนาดเล็กจำนวนหลายพันตัวไปเฝ้าประจำการ พร้อมคำสั่งง่ายๆ ว่า “ให้ยิงทุกคนที่ถืออาวุธ” ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เมืองนี้ก็จะปลอดภัยจากผู้บุกรุก

ฟังดูเหมือนหนังแอคชั่นไซไฟ ความจริงก็คือเทคโนโลยีที่จะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นส่วนใหญ่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และกองทัพทั่วโลกต่างสนใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น

เช่นเดียวกับประเทศจีนได้มีการทดลองใช้เอไอและระบบนำวิถีอัตโนมัติเข้ามาควบคุมการทำงานของ ขีปนาวุธนำวิถีเป็นที่เรียบร้อย

 

ภัยคุกคามสูงสุดต่อมวลมนุษยชาติ

 

สิ่งนี้กำลังสร้างความวิตกกังวลให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่กำลังใช้งานหรือทดสอบเทคโนโลยีนี้ อันที่จริง นักวิจัยชั้นนำจำนวนหนึ่งคิดว่าปัญญาประดิษฐ์อาจเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่มีอยู่จริง และอาจกลายเป็นมหันตภัยครั้งยิ่งใหญ่ก็ว่าได้ นักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนรวมตัวกันเรียกร้อง ออกคำสั่งห้ามใช้หุ่นยนต์ระบบสังหารอัตโนมัติ

แม้แต่ Elon Musk นักลงทุนพัฒนาเอไอรายใหญ่ ยังเคยกล่าวไว้ว่า เราต้องระวังให้มากในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้  เพราะอาจเป็นการเชื้อเชิญปีศาจเข้ามา และอาจจะส่งผลร้ายแรงยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์เสียอีก 

ในปี 2014 นักฟิสิกส์ชื่อดัง นาม สตีเฟน ฮอว์คิง ได้เคยเตือนไว้ว่า AI อาจนำไปสู่การสูญสิ้นของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ

ความเสี่ยงสูงสุดที่อาจลุกลามไปเป็นมหันตภัยร้ายแรงของโลก คือการที่กองทัพ ประเทศต่างๆกำลังแข่งขันกัน เพื่อเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจทางอาวุธโดยใช้ AI เป็นเครื่องมือ  

สมมติว่ามหาอำนาจทางการทหาร เช่น จีนหรือสหรัฐฯ เริ่มพัฒนาอาวุธ AI จากนั้นทุกประเทศใหญ่ ๆ จะพยายามตามให้ทัน อีกไม่นาน อาวุธสังหารอัตโนมัติจะมีอยู่ทุกหนทุกแห่งทั่วโลก พวกเขาจะขายในตลาดมืดและอาจตั้งโปรแกรมให้ทำการลอบสังหารโดยใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า หรืออาจจะเลวร้ายยิ่งกว่านั้นอีกก็เป็นได้

มีคำอธิบายเกี่ยวกับ AI และแมชชีนเลิร์นนิง ในวารสารออนไลน์ Vox ได้ลงบทความถึงกรณีความเสี่ยงที่เป็นไปได้ ดังนี้:

นี่เป็นสถานการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญถึงกับนอนไม่หลับกันเลยทีเดียว: เราพัฒนาระบบ AI ที่ซับซ้อนอย่างมากโดยมีเป้าหมายในการคำนวณตัวเลขที่แม่นยำสูงสุด  

AI ตระหนักดีว่า มันสามารถบรรลุความมั่นใจมากขึ้นในการคำนวณหากมันสามารถใช้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดของโลกมารวมกัน และตระหนักดีว่าการปล่อยอาวุธชีวภาพเพื่อกำจัดมนุษยชาติจะทำให้สามารถใช้ฮาร์ดแวร์ทั้งหมดได้อย่างเสรี ไม่มีค่าใช้จ่ายและปราศจากการควบคุม และเมื่อทำลายล้างมนุษยชาติหมดสิ้นแล้วก็จะสามารถคำนวณค่าตัวเลขทุกอย่างด้วยความมั่นใจที่สูงขึ้นและแม่นยำได้มากขึ้นไปอีก

ในอีกแง่หนึ่งคือ คอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อคอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนมากขึ้น และปฏิบัติการณ์เพื่อทำให้เป้าหมายสำเร็จ มนุษย์ก็สามารถเข้ามาแทรกแซงได้

นั่นคือความเสี่ยงของAI หรือปัญญาประดิษฐ์

 

AI กับ ปฏิปักษ์พระคริสต์

 

แต่ ผมได้ค้นพบ ความเสี่ยงที่อันตรายมากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยในปี 2019 ผลสำรวจ พบว่า 1 ใน 4 ของชาวยุโรปต้องการให้มีการนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาใช้ในการตัดสินใจด้านนโยบายสำหรับประเทศของตน พวกเขาเชื่อว่าเครื่องจักรสามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นกลางมากกว่าผู้นำที่เป็นมนุษย์

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผม ฉุกคิดว่า AI สามารถพัฒนาขึ้นจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับบทบาทของปฏิปักษ์พระคริสต์ในอนาคตได้หรือไม่?

ผมได้ยิน อาจารย์ที่สอนคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์หลายคนตั้งคำถามในรูปแบบทำนองนี้ พวกเขาสงสัยว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ อาจกลายเป็นลูกผสมระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ที่สามารถฉายภาพตัวเองเป็นอวตารไปทั่วโลกในรูปแบบที่เหมือนจริงเพื่อสร้างศรัทธาแก่มนุษย์

ดังในข้อพระคัมภีร์ต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เช่น วิวรณ์ 13 ซึ่งอธิบายถึงปฏิปักษ์พระคริสต์

“มันทำหมายสำคัญที่ยิ่งใหญ่ถึงขั้นทำให้ไฟตกจากฟ้าลงมายังแผ่นดินโลกต่อหน้าคนทั้งหลาย มันล่อลวงคนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลกด้วยหมายสำคัญต่างๆ ที่ทรงอนุญาตให้มันทำต่อหน้าสัตว์ร้ายตัวแรกนั้น และมันสั่งให้คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลก สร้างรูปจำลองรูปหนึ่งให้กับสัตว์ร้ายตัวที่มีบาดแผลจากดาบแต่ยังมีชีวิตอยู่นั้น และทรงอนุญาตให้มันสามารถให้ลมหายใจแก่รูปของสัตว์ร้าย เพื่อให้รูปสัตว์ร้ายนั้นพูดได้ และทำให้พวกที่ไม่ยอมบูชารูปสัตว์ร้ายนั้นถึงแก่ความตาย”

—– ‭‭วิวรณ์‬ ‭13:13-15‬ ‭

รูปแบบของการหลอกลวงนี้อาจเป็นเทคโนโลยีได้หรือไม่? สามารถขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ได้หรือไม่? ปฏิปักษ์พระคริสต์อาจมีร่างกายมนุษย์แต่ขาดจิตวิญญาณใช่หรือไม่? หรือซาตานสามารถใช้ AI เพื่อควบคุมมนุษยชาติผ่าน “ภาพของสัตว์ร้าย” ได้หรือไม่?

ในพระธรรม  2 เธสะโลนิกา 2:3 บรรยายถึงลักษณะของปฏิปักษ์พระคริสต์ว่าเป็น “คนบาป” และ “ลูกแห่งความพินาศ” อย่างที่ผมได้เขียนไปก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าขณะนี้ ปฏิปักษ์พระคริสต์ได้บังเกิดและอาศัยอยู่ในโลกนี้แล้ว รอคอยเวลาที่จะปรากฏตัว

แม้ว่าผมจะมั่นใจในสิ่งที่ผมสอน แต่ผมไม่ใช่พระเจ้า ผมไม่รู้รายละเอียดที่แน่นอนของอนาคต ผมเชื่อว่าวิธีที่ฉลาดที่สุดคือ การมุ่งประเด็นไปยังสิ่งที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ และพิจารณาร่วมกับ หลักฐาน และหมายสำคัญของคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ที่สำเร็จเป็นจริงแล้ว

นี่จึงเป็นเหตุให้ผมเปิดรับความเป็นไปได้ ที่เทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบันจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเหตุการณ์ในยุคสุดท้าย แม้ว่าอัครทูตเปาโลไม่สามารถ คาดฝันถึงสิ่งต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน ดาวเทียม หรือปัญญาประดิษฐ์ได้  แต่โดยการได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้พยากรณ์เกี่ยวกับวาระสุดท้าย อัครทูตเปาโลอาจเข้าใจว่าปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นมนุษย์ แต่ก็อาจไม่ได้เข้าใจทั้งหมดว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ อาจเป็นเพียง มนุษย์เทียม ก็เป็นได้ 

ผมยินดีที่จะพิจารณาคำถามนั้น

ปฏิปักษ์พระคริสต์จะเป็นผู้นำระดับโลกอย่างแน่นอน ผู้ที่จะเปิดเผยตัวตนให้คนกราบไหว้แทนที่พระเจ้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเรา ผมสามารถจินตนาการถึงโลกที่ศรัทธาในเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ศรัทธาในพระเจ้าของเราได้อย่างชัดเจน

AI อาจนำประโยชน์หลายอย่างมาสู่ชีวิตยุคใหม่ของเรา ตั้งแต่เทคโนโลยีอย่าง Siri และ Alexa ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ  

แต่เช่นเดียวกับทุกส่วนในชีวิตของเรา เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีใหม่ๆ เราต้องเปิดตาของเราไว้ และตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ถูกล่อลวง เราควรมุ่งความสนใจของเราไปที่พระคำของพระเจ้า ดังที่ผมเขียนไว้ในในหนังสือของผมว่า “อย่าปล่อยให้เทคโนโลยีของมนุษย์ดึงคุณออกจากความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพาโลกไปถึงจุดไหน พระเจ้าก็ทรงทราบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลกแล้ว

 

แปลและเรียบเรียงจากบทความของ อ.จิมมี่ อีแวนส์

 

——–

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง

ช่วยกดติดตาม Subscribe ช่อง Youtube ของเรา

คลิกที่ลิงค์นี้ : https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1

และส่งต่อให้เพื่อนหรือคนที่ท่านรัก เพื่อรับพระพรร่วมกัน

ขอพระเจ้าอวยพรท่านมากๆ เพื่อท่านจะเป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า

หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา

เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์

ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการอธิษฐานเผื่อ

และถวายทรัพย์เผื่อเรา เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย

เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า

เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6

ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล

ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล

ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

http://www.SatunAssembly.com