ประตูแห่งโอกาสในวาระสิ้นยุค | SAOG PODCAST ENDTIMES

ประตูแห่งโอกาสในวาระสิ้นยุค
เมื่อพระเยซูเปิดประตูให้แก่คุณแล้วนั้น ขอให้คุณเชื่อมั่นในพระองค์แล้วเดินเข้ามาด้านใน
ในพระธรรมวิวรณ์ 3:7-13 ผมเชื่อว่านี่คือพระวจนะของพระเยซูที่มีต่อคริสตจักรของพระองค์ในยุคสุดท้าย
หรืออีกนัยนึงคือ นี่คือจดหมายที่เขียนถึงพวกเราโดยเฉพาะ
ผมเชื่อว่าพวกเราจะเป็นคนรุ่นที่จะได้เห็นการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์อย่างแน่นอน นี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราควรใส่ใจข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เป็นพิเศษ
เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์ (ในวิวรณ์ 2:12-3:6) ดูเหมือนว่าพระเยซูจะไม่ได้พูดเพียงสิ่งดีๆ ของคริสจักรเท่านั้น ตรงกันข้ามพระองค์กลับทรงตำหนิพวกเขาด้วยความรัก ต่อบรรดาคริสตจักร เปอร์กามอส ธิยาทิรา และ ซาร์ดิส ในขณะเดียวกันพระเจ้าได้ทรงชมเชยคริสตจักรฟิลาเดเฟียไว้อย่างมาก
ในจดหมายถึงคริสตจักรซาร์ดิส สิ่งที่เราเห็นคือภาพของคริสตจักรที่ใกล้ตาย ต้องหายใจด้วยเครื่องช่วยหายใจ เหมือนกับผู้ป่วยในห้องไอซียู ที่กำลังรอวันตายเท่านั้น
ส่วนจดหมายที่เขียนถึงคริสตจักรฟิลาเดเฟียนั้น คือคริสตจักรที่กลับฟื้นคืนมามีชีวิต และเติบโตไปด้วยความเข้มแข็ง แต่ก็ยังไม่เต็มร้อย
ลองนึกถึงความรู้สึกเมื่อคุณผ่านความเจ็บป่วยครั้งล่าสุดในชีวิตมาว่าเป็นอย่างไร
คุณจำอาการที่เกิดขึ้นได้ไหม บางทีอาจเริ่มจากจุดเล็กๆในคอของคุณ หลังจากนั้นคุณก็รู้สึกคันและเจ็บในลำคอ คุณเริ่มสูดจมูกบ่อยๆและพยายามคายเสมหะทุกสองสามนาที คุณเริ่มรู้สึกเซื่องซึมและเหนื่อยล้า
หลังจากนั้นความรู้สึกตระหนักรู้บางอย่างก็เกิดขึ้น “โอ้ หรือว่าฉันป่วย ฉันต้องตรวจโควิดแล้ว”
เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจจะมีอาการแย่ลงอีกเล็กน้อย คุณมีอาการคลื่นไส้ ปวดหัว คุณไม่อยากอาหารหรือพูดคุยกับใคร คุณแค่อยากนอนเฉยๆ คุณนอนลงบนเตียงหรือบนโซฟาเป็นเวลาหนึ่งวันหรือสองสามวัน คุณเริ่มคิดกังวลว่าคุณจะหายดีขึ้นหรือไม่
หลังจากนั้นในเช้าวันหนึ่งเมื่อคุณตื่นขึ้นมา ความอยากอาหารของคุณกลับมาเล็กน้อย ร่างกายของคุณเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง คุณจึงกระโดดออกจากเตียง อาบน้ำ และแต่งตัว คุณอาจออกไปออกกำลังกายหรือกลับไปทำงาน
แต่มันยังเร็วเกินไป! ไม่นานนักคุณก็เริ่มรู้สึกกลับมาอ่อนแออีกครั้ง และหัวของคุณก็เริ่มปวดตุ้บๆ ตอนนั้นคุณจึงรู้ตัวว่า “อาการป่วยดีขึ้นกว่าตอนแรกแล้ว…แต่ก็ยังไม่หายดีเต็มร้อย”
นั่นคือภาพที่พระเยซูเห็นคริสตจักรในวาระสุดท้าย
เตรียมพร้อมสำหรับการฟื้นคืนกลับมา
นี่ไม่ใช่คริสตจักรที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นคริสตจักรที่เคยป่วยหนักแต่กำลังจะฟื้นคืนชีพ คริสตจักรที่เตรียมพร้อมสำหรับการกลับคืนสู่สภาพดี คริสตจักรที่กำลังได้รับการฟื้นฟู ในสองสามย่อหน้าถัดไป ผมต้องการเน้นเฉพาะแง่มุมหนึ่งของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เมื่ออัครทูตยอห์นเขียนตามคำบอกเล่าของพระเยซู นี่คือวิธีที่พระเยซูเริ่มเรื่องราวในจดหมายของพระองค์
“จงเขียนถึงทูตสวรรค์ของคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟียว่า ‘พระองค์ผู้บริสุทธิ์ ผู้ทรงสัตย์จริง ผู้ทรงมีลูกกุญแจของดาวิด ผู้ทรงเปิดแล้วจะไม่มีใครปิดได้ ผู้ทรงปิดแล้วจะไม่มีใครเปิดได้นั้น’ ตรัสดังนี้ว่า 8“เรารู้จักความประพฤติของเจ้า นี่แน่ะ เราจัดวางประตูที่เปิดไว้ตรงหน้าพวกเจ้า ประตูนี้ไม่มีใครสามารถปิดได้ เรารู้ว่าเจ้ามีกำลังเพียงเล็กน้อย แต่กระนั้นเจ้าก็ถือรักษาคำของเรา และไม่ได้ปฏิเสธนามของเรา —–วิวรณ์ 3:7-8
อย่างแรกเลย สิ่งแรกที่พระเยซูจะพูดกับคริสตจักรในยุคสุดท้ายคืออะไร? พระองค์กำลังตรัสว่า “สิ่งที่พระองค์เปิดไม่มีใครปิดได้ และสิ่งที่พระองค์ปิดไม่มีใครสามารถเปิดได้”
ในพันธสัญญาใหม่ วลี “เปิดประตู” มักจะหมายถึงโอกาส ตัวอย่างเช่น ใน 2 โครินธ์ 2:12 อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เมื่อข้าพเจ้ามาถึงเมืองโตรอัสเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงเปิดประตูแห่งโอกาสแก่ข้าพเจ้า”
ในกิจการ 14:27 เมื่อเปาโลและบารนาบัสรวมตัวกันที่คริสตจักรอันทิโอกเพื่อรายงานการเดินทางเพื่อประกาศข่าวประเสริฐของพวกเขา “พวกเขาเรียกคริสตจักรมารวมกันและรายงานทุกสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำผ่านพวกเขา และวิธีที่พระองค์ทรงเปิดประตูแห่งความเชื่อให้คนต่างชาติด้วย”
ในทำนองเดียวกันเราควรอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปิดประตูในชีวิตเราเช่นกัน อันที่จริง ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราควรพูดกับพระเจ้าทุกวันในชีวิตของเรา ในโคโลสี 4:3-4 เหล่าอัครสาวกได้กล่าวถึงสิ่งนี้โดยเฉพาะ:
3และอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อว่าพระเจ้าจะทรงเปิดประตูให้เราสำหรับพระวจนะนั้น คือให้กล่าวความล้ำลึกของพระคริสต์ (ข้าพเจ้าถูกล่ามโซ่ก็เพราะเหตุนี้) 4เพื่อว่าข้าพเจ้าจะได้ชี้แจงเรื่องนี้ตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าวนั้น
เมื่อเราพิจารณาถึงโอกาสที่เราไม่เคยได้รับมาก่อน เราต้องทำส่วนของเราให้ดีที่สุดและต้องทำอย่างจริงจัง พวกเราคงผิดพลาดครั้งใหญ่ถ้ายังมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับคำสรรเสริญในอดีต หรือจดจ่ออยู่กับชัยชนะของเมื่อวาน
ในทุกๆ โอกาสนั้น
โดยพระคุณของพระเจ้า ผมมีโอกาสประกาศพระกิตติคุณในงานประกาศข่าวประเสริฐครั้งใหญ่เป็นเวลา 30 ปี พวกเราได้เห็นผู้คนเกือบ 9 ล้านแปดแสนคน เข้าร่วมประชุมที่ Harvest Crusades (ฮาร์เวสต์ ครูเสด) สถิติผู้ที่รับเชื่อในพระเยซูมีมากกว่า 500,000 คน ถึงอย่างนั้น เมื่อเราทำงานประกาศข่าวประเสริฐในแต่ละปี เราไม่เคยพูดว่า “ปีที่แล้วผ่านไปได้ด้วยดี ดังนั้น เราไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับปีนี้หรอก”
ไม่…แน่นอน! ทุกปีควรเป็นเหมือนปีแรกของเรา เพราะอาจเป็นปีสุดท้ายของเราก็ได้ ทุกโอกาสที่มีควรทำอย่างจริงจัง เพราะทุกประตูที่เปิดอยู่นั้นมีค่า
บ่อยครั้ง ผมกลัวว่า พวกเราผู้เชื่อจะคิดถึงตัวเองเป็นส่วนใหญ่ นึกถึงแต่ความสะดวกสบาย ความปรารถนา หรือความสำเร็จ จนไม่คิดถึงผู้อื่น ไม่คิดถึงพี่น้องในพระกายของพระคริสต์และไม่คิดถึงผู้ที่ไม่เชื่อ เราลืมความจริงที่ว่าเราได้รับพระพรเพื่อที่จะเป็นพระพร และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเกิดมาในยุคที่เกิดปัญหามากที่สุดในประวัติศาสตร์
พระเยซูตรัสกับคริสตจักรแห่งฟิลาเดลเฟีย และผมเชื่อว่า พระองค์กำลังตรัสกับพวกเราทุกคนด้วยในวันนี้ “ฟังนะ…พระองค์เปิดประตูแล้ว และพระองค์มีกุญแจ”
สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ เมื่อประตูได้เปิดขึ้น เราต้องเดินเข้าไปในประตู จำไว้ให้มั่นว่า เราอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ที่มีทั้งเรื่องดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดอยู่ในยุคนี้
เช่นเดียวกันกับปี 2022 บางแง่มุมอาจดูเลวร้ายที่สุด เพราะเราเพิ่งประสบกับโรคระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เราพบความแตกแยกทางวัฒนธรรม เราพบข่าวยาเสพติดตามชายแดน พูดตามตรง เราอยู่ในยุคที่คนมืดบอดทางศีลธรรมและฝ่ายจิตวิญญาณอย่างมากที่สุด ทุกๆ วันที่ผ่านพ้นไป ประเทศชาติของเรานั้นมืดมนลงและมืดลงทุกๆ วัน
ในทางกลับกัน…นี่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเช่นกัน เพราะเรามีโอกาสอย่างมากที่จะนำพระกิตติคุณมาสู่รุ่นของเรา
ใช้ชีวิตให้ดีที่สุด
ย้อนกลับไปในสมัยศตวรรษแรก เมืองฟิลาเดลเฟียเป็นเหมือนประตูเมืองสู่ตะวันออก ด้วยที่ตั้งเมืองทางภูมิศาสตร์ถือว่าเป็นเมืองยุทธศาสตร์ ทำให้มีผู้เชื่อจากหลากหลายวัฒนธรรมหลั่งไหลเข้ามา
คนของพระเจ้าในเมืองฟิลาเดลเฟียได้รับโอกาสมากมายที่จะเป็นพระพรที่เกิดผลเพื่อพระคริสต์ ดังที่พระเยซูได้ตรัสว่า “ดูเถิด เราได้ตั้งประตูที่เปิดไว้ต่อหน้าเจ้า….”
และผู้เชื่อในทุกวันนี้ก็เช่นกัน คริสตจักรในวาระสุดท้ายของโลกจะต้องเกิดผลอย่างแน่นอน ด้วยการแพร่ขยายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เราสามารถทำสิ่งที่เราไม่เคยทำได้มาก่อน ทีวีและอินเทอร์เน็ตทำให้โลกนี้มีขนาดเล็กลง และในหลาย ๆ ด้าน ทำให้เราสื่อสารกันง่ายขึ้น
พระเจ้าจะเปิดประตูแห่งโอกาสให้คุณเป็นการส่วนตัวด้วยเช่นกัน ถ้าคุณขอต่อพระองค์ อาจมีบางสิ่งที่คุณอยากทำมาตลอดซึ่งจนถึงตอนนี้คุณยังไม่สามารถทำได้ ทันใดนั้น พระเจ้าก็ทรงเปิดประตูบานนั้นออกให้คุณ
เมื่อประตูบานนั้นเปิดออก มันสำคัญมากที่คุณจะต้องเดินผ่านเข้าไป
นี่เป็นวิธีการที่พระเจ้ามักจะทำเสมอ บางครั้งพระองค์ทรงปิดบานประตูบางบานในชีวิตของเรา เพียงเพื่อจะเปิดประตูอีกครั้งในเวลาและสถานที่ๆ พระเจ้าทรงเลือกให้
หากคุณเพิ่งเจอกับเหตุการณ์ที่ประตูบางบานในชีวิตถูกปิดไป จำไว้ว่า พระเจ้าปิดประตูบานหนึ่งเพื่อเปิดประตูอีกบานหนึ่ง เพียงเพราะประตูปิดตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าประตูจะปิดตลอดไป อันที่จริง มันอาจจะเปิดขึ้นในเวลาอื่นหรือในลักษณะที่คุณไม่คาดคิด ดังนั้นจงซื่อสัตย์กับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ให้คุณทำในตอนนี้ ดังที่จิม เอเลียตเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน จงอยู่ที่นั่น ดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกสถานการณ์ที่คุณเชื่อว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า”
จำไว้ว่า พระเยซูคือผู้ที่เปิด และ ปิดประตู ในชีวิตของเรา
จงระวังให้ดี อธิษฐานอย่างมีความคาดหวัง และเมื่อประตูเปิดออก จงวางใจในพระเจ้าและก้าวผ่านเข้าไป
แปลจากบทความบางส่วนของ อ.เกร๊ก ลอรี่
——–
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง
ช่วยกดติดตาม Subscribe ช่อง Youtube ของเรา
คลิกที่ลิงค์นี้ : https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1
และส่งต่อให้เพื่อนหรือคนที่ท่านรัก เพื่อรับพระพรร่วมกัน
ขอพระเจ้าอวยพรท่านมากๆ เพื่อท่านจะเป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการอธิษฐานเผื่อ
และถวายทรัพย์เผื่อเรา เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย
เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
เลขที่บัญชี : 910-1-77349-6
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล
ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ใส่ความเห็น