“การปูทางไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่” | PRE-SET FOR THE GLOBAL RESET | SAOG PODCAST ENDTIMES

การปูทางสำหรับการจัดระเบียบโลกใหม่
การจัดตั้งเวทีเพื่อบรรลุเศรษฐกิจโลกเดียวและรัฐบาลโลกที่ชั่วร้าย
บทความต่อไปนี้มีเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือที่ชื่อว่า การจัดระเบียบโลกใหม่ : สถานการณ์โลกในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงปฏิปักษ์พระคริสต์และอาณาจักรทั่วโลกของเขาหรือไม่? ซึ่งเขียนโดย มาร์ค ฮิทช์ค็อก และเจฟ คินลี่ย์
หนังสือเจาะลึกถึงวาระของพวกชนชั้นสูงระดับโลกในการล้มเลิกเส้นพรมแดนของแต่ละประเทศ เพื่อก่อตั้งเศรษฐกิจโลกเดียว รวมถึงการสอดส่องพลเมืองทุกคนบนโลก กลยุทธ์ในการบรรลุวาระนี้คือการใช้ประโยชน์จากวิกฤติต่างๆ เช่น โควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทุกวิถีทางทั้งจากสถานการณ์จริงและจากการสร้างจินตนาการผ่านสื่อ เพื่อให้ได้มาซึ่งการควบคุมและการปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นวาระที่ชั่วร้ายของซาตาน เพื่อให้บรรลุเศรษฐกิจโลกเดียวและการปกครองที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ปฏิปักษ์พระคริสต์ เหตุการณ์โลกในปัจจุบันที่เราเห็นในวันนี้อาจเรียกว่า “เป็นการปูทาง” เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
ปี 2020 ในขณะที่อเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ประสบกับความโกลาหลด้วยโรคระบาดและการล็อกดาวน์ มีการประชุมหนึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้นำโลกจาก 99 ประเทศ รวมทั้งประมุขแห่งรัฐ 53 คน พร้อมด้วยนายธนาคารและนักการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ได้มารวมตัวกันเพื่อประชุมสุดยอดครั้งสำคัญ คนเหล่านี้คือชนชั้นสูงระดับโลก เป็นที่รู้จักในระดับสากล ทรงอิทธิพล และมีชื่อเสียงด้านการปกครอง นี่ไม่ใช่การประชุมครั้งแรก เมื่อ 48 ปีที่แล้วก็มีการประชุมแบบนี้ และมีองค์กรหนึ่งที่สนับสนุน
องค์กรนั้นคือ World Economic Forum (WEF) ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 โดย Klaus Schwab เคลาส์ ชวอบ วิศวกรและนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน อดีตศาสตราจารย์ด้านนโยบายธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเจนีวา ภารกิจที่องค์กรระบุไว้คือ “กำหนดวาระระดับโลก ระดับภูมิภาค และอุตสาหกรรม…” ความตั้งใจของพวกเขาเป็นอะไรที่ดูน่านับถือ แต่พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ประตู ติดอาวุธของพวกหัวรุนแรง ที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนสำหรับโลกและประชากรโลก
ในบรรดาผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดปี 2020 ได้แก่ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แห่งเวลส์ Ursula von der Leyen เออซูล่า วอน เดอ เลเยน (ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป); คริสติน ลาการ์ด (ประธานธนาคารกลางยุโรป); Seth F. Berkley (ซีอีโอของ Vaccine Alliance); สังฆราชบาร์โธโลมิว (อัครสังฆราชแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล – นิวโรม); และแน่นอน Klaus Schwab (ผู้ก่อตั้งองค์กรที่ชั่วร้าย) นอกจากนี้ยังมี Greta Thunberg เกรทา ธันเบริก โฆษกด้านสภาพอากาศวัยรุ่นชื่อดังของโลก รวมไปถึง ประธานาธิบดีโจ ไบเดนแห่งสหรัฐอเมริกาผู้ซึ่งเคยเป็นวิทยากรหลักในการประชุมนี้เมื่อปี 2016 และเคยเข้าร่วมเมื่อ 9 ปีก่อนด้วย
พวกเขากำลังทำอะไรอยู่ที่นั่น?
วาระการประชุมที่ Davos 2020 จัดขึ้นในหัวข้อ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อโลกที่กลมเกลียวและยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นที่ “การรื้อฟื้นแนวคิดของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบอบทุนนิยม เพื่อเอาชนะการกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำ การแบ่งแยกในสังคม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” อย่างไรก็ตาม วาระในเดือนมกราคม 2020 เป็นเพียงการอุ่นเครื่องสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในเดือนมิถุนายนของปีเดียวกันนั้น Schwab ได้ออกหนังสือชื่อ COVID-19: The Great Reset หรือ โควิด-19 : การจัดระเบียบโลกครั้งยิ่งใหญ่ ในหนังสือนั้นเขาร่างแผนงานที่เสนอเพื่อใช้ประโยชน์จากวิกฤตโควิด-19 ในการจัดการกับทุกอย่างตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงเศรษฐกิจโลก ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ และแน่นอน โรคระบาด Schwabกล่าวว่า “โรคระบาดใหญ่เป็นหน้าต่างแคบๆ ที่เปิดสู่โอกาสที่จะสะท้อน เปลี่ยนแปลง และจัดระเบียบโลกของเรา”
Schwab และกลุ่ม WEF ของเขาจากทั่วโลกสนับสนุนอย่างโจ่งแจ้งต่อการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ ซึ่งเขายืนยันอย่างชัดเจนว่า “เราจำเป็นต้องกำหนดระเบียบโลกใหม่ให้ขับเคลื่อนไปอย่างเร่งด่วน” เขากล่าวเสริมว่ามันคือ “ความจำเป็นอย่างยิ่งยวด” ซึ่งประธานาธิบดีโจ ไบเดนลงสมัครรับตำแหน่งภายใต้สโลแกน “สร้างใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม” ซึ่งเป็นวลีที่นำมาจากหนังสือคู่มือโลกาภิวัตน์ของ WEF โดยตรง
แนวคิดที่ว่า “เราเป็นพลเมืองของโลก” เรามีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้โลกใบนี้ โดยการทำงานและแบ่งปันจัดสรรผลประโยชน์ในโลกร่วมกัน เป็นการนำแนวคิดจากระบบสังคมนิยมยุคเก่ามาผสมผสาน ให้ดูเป็น “ความเท่าเทียมระดับโลก” และ “การบริโภคที่ไม่เท่าเทียมกัน” ฟังเหมือนดูดี แต่ก็ผสมไปด้วยการมอมเมาทางความคิด ที่จะนำไปสู่วาระซ่อนเร้นที่แท้จริงของ WEF เพื่อเปลี่ยนเสรีภาพของประชากรโลกให้กลายเป็นทาสรับใช้ของรัฐบาล และโลกจะได้เข้าสู่การเป็นโลกาภิวัฒน์อย่างแท้จริงนั่นเอง
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดอย่างเร่งด่วน คือทำให้โลกต้องร่วมมือกัน สร้างระบบใหม่ และนั่นคือการจัดระเบียบโลกใหม่
ซึ่งจะนำไปสู่ การจัดตั้ง “รัฐบาลโลก” หลายๆประเทศจะเข้ามาอยู่รวมกันเป็น “รัฐเดียว” อยู่ภายใต้อำนาจของส่วนกลาง
ในวาระการประชุมของพวกเขา พวกเขาสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงรากฐานของระบบโลก และพัฒนากระบวนการปฏิบัติงาน ซึ่งคล้ายคลึงกับสมัยเมื่ออดีตประธานาธิบดี บารัค โอบาม่า เคยให้คำมั่นสัญญาว่า “จะเปลี่ยนอเมริกาจากรากฐาน”
เป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เมื่อองค์กร WEF มองว่า”พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีใครสามารถรับผิดชอบหรือปกครองโลกใบนี้ได้” พวกเขามองว่า ประเทศต่างๆ เป็นเหมือนเพียงเด็กเล็กๆ ที่ไม่สามารถปกครองตนเองได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีผู้ปกครอง หรือผู้มีอำนาจ ในการควบคุมหรือกำกับดูแล ซึ่งอำนาจที่จะควบคุมหรือกำกับดูแลนั้นจะต้องเป็นรัฐบาลโลก พวกเขามองว่า องค์การสหประชาชาตินั้นไร้อำนาจ องค์การอนามัยโลกก็มีเงินทุนไม่เพียงพอ และคณะกรรมาธิการยุโรปก็ไร้ประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำ เพราะฉะนั้นโลกจึงจำเป็นต้องเข้าสู่ “การจัดระเบียบโลกใหม่”
วิธีการหนึ่งที่สำคัญในการนำโลกไปสู่โลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว คือการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง โดยสื่อสารต่อโลกว่าเป็นการปกป้องคนในสังคมให้ปลอดภัยจากโรคระบาด เช่น ในกรณี โควิด 19 ซึ่งรัฐบาลใช้เหตุการณ์นี้เก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อจะรู้ว่าใครป่วย ใครติดเชื้อ และใครสัมผัสกับไวรัส
Schwab และ Malleret เขียนไว้ในหนังสือว่า “การติดตามผู้สัมผัสเชื้อ และการแกะรอยย้อนหลัง สองคำนี้สามารถใช้แทนกันได้ แต่มีความหมายต่างกันเพียงเล็กน้อย เนื่องจาก แอพลิเคชั่นติดตามตัวนั้นได้รับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ เช่น การบอกตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของบุคคลนั้นผ่าน GPS หรือคลื่นวิทยุ ในขณะที่การแกะรอยย้อนหลังสามารถทำได้ ต่อเมื่อผู้ใช้มีการยืนยันผ่านแอพด้วยระบบบลูทูธ”
นอกจากนี้ พวกเขายังยอมรับด้วยว่า ระบบการติดตามเช่นนี้สามารถนำไปปรับใช้ในรูปแบบดิจิตอล กับหลายๆ แพลทฟอร์มได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนและเกาหลีใต้สั่งใช้ “มาตรการบังคับติดตามตัวด้วยระบบดิจิตอล” พวกเขาติดตามข้อมูลของประชาชนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวผ่านการใช้งานของโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการใช้งานบัตรเครดิต แม้แต่ใช้กล้องวงจรปิดติดตามประชาชนของพวกเขา
ในฮ่องกง มีคนมากมายถูกบังคับให้สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์เมื่อเดินทางเข้าประเทศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบและติดตามตัวได้ อีกทั้งยังส่งสัญญาณเตือนเสียงดังให้ผู้คนบริเวณนั้นหวาดกลัวว่าตัวเองจะไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อเข้าให้แล้ว
Schwab ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณสุข ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือที่เลวร้ายทางการเมือง และส่งผลต่อจุดจบที่น่ากลัว
นี่ไม่ได้หมายความว่าองค์กร WEF ได้สำเร็จตามนิมิตคำพยากรณ์ของดาเนียลแล้ว จากในพระธรรม ดาเนียลบทที่ 2 และดาเนียลบทที่ 7 มันยากที่จะทราบได้อย่างแน่ชัดว่าเราอยู่ในช่วงเวลาใดในวาระพยากรณ์ของพระเจ้า
แต่อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดเจนว่าเจตนารมณ์และวาระการประชุมของพวกเขาสอดคล้องกับอาณาจักรปฏิปักษ์พระคริสต์ในอนาคต ที่ทำนายไว้ในพระคัมภีร์อย่างไม่ต้องสงสัย ขณะที่พวกเราหวังใจว่าโลกนี้จะได้ออกจากวิกฤตการณ์ COVID-19 เสียที กลับกลายเป็นว่า วิกฤตินี้จะนำการผนวกให้โลกเข้ารวมกันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนตามในคำพยากรณ์ของดาเนียล และ ยอห์น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งกว่ายุคสมัยใดๆ สรุปก็คือ เราไม่เคยคาดคิดเลยว่า ผู้คนทั่วโลกจะเห็นพ้องต้องกันกับแนวคิดรัฐบาลโลกเดียว ได้มากมายขนาดนี้ ในเวลาเช่นนี้ ซึ่งนี่ควรเป็นจุดที่ทำให้เราเฝ้าระวังและจับตามอง
แปลจากบทความของ อาจารย์ มาร์ค ฮิตช์ค็อก
——–
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านที่ได้ยินได้ฟัง
คลิกที่ลิงค์นี้ : https://www.youtube.com/channel/UCuP5nVwcsjHAnZTOAJ7WOTg?sub_confirmation=1
และส่งต่อให้เพื่อนหรือคนที่ท่านรัก เพื่อรับพระพรร่วมกัน
ขอพระเจ้าอวยพรท่านมากๆ เพื่อท่านจะเป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
หากท่านมีภาระใจอยากร่วมสนับสนุนพันธกิจของเรา
เพื่อปลดปล่อยถ้อยคำของพระเจ้า และขับเคลื่อนในพระวิญญาณบริสุทธิ์
ท่านสามารถร่วมสนับสนุนเราโดยการอธิษฐานเผื่อ
และถวายทรัพย์เผื่อเรา เพื่อใช้ในการพัฒนาด้านมีเดีย
เป็นพระพรแก่แผ่นดินของพระเจ้า
ชื่อบัญชี : คริสตจักรสตูล
ธนาคารกรุงไทย สาขาสตูล
ขอพระเจ้าอวยพระพรท่านที่มีส่วนในพันธกิจที่ขับเคลื่อนโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ใส่ความเห็น