เราไม่อาจทำดีเพื่อจะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า

เพราะความโปรดปรานของพระเจ้าเป็นการให้เปล่าๆ โดยพระคุณเพราะความเชื่อเท่านั้น

——-

(บทความแปลจากหนังสือ Unmerited Favor บทที่ 6 หน้า 76-78 โดย Joseph Prince)

พระคุณพระเจ้านั้นเป็นความโปรดปรานของพระเจ้า ที่ไม่สามารถขวนขวายเพื่อจะได้  ไม่สมควรได้รับ และไม่สามารถทำดีเพื่อจะได้รับ  เมื่อพระเจ้าตอบคำอธิษฐานของคุณในช่วงเวลาคุณไม่สมควรจะได้รับที่สุด นั่นคือพระคุณ  นั่นคือสิ่งที่อัศจรรย์ เป็นความโปรดปรานที่ไม่สามารถทำดีเพื่อจะได้มา! ในจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต ในชั่วโมงที่มืดหม่นที่สุด แสงสว่างของพระองค์ส่องตรงเข้ามาหาคุณและคุณก็กลายเป็นผู้รับความโปรดปรานที่ไม่สมควรได้รับนั้น และกลายเป็นผู้รับความโปรดปรานที่ทำให้คุณกลายเป็นผู้ที่อยากส่งต่อพระคุณนี้ไปถึงผู้อื่น

สหายที่รัก ในตัวเรานั้นไม่ว่าจะภายในภายนอกไม่สมควรได้รับสิ่งดีใดใด แต่เพราะว่าเราอยู่ในพระคริสต์และในความชอบธรรมของพระองค์ พระเจ้าจะไม่ทรงหวงพระพรใดใดจากชีวิตของเราในวันนี้ ส่วนที่เราต้องทำไม่ใช่ด้วยการขวนขวายทำดี และไม่พึ่งพาพระเจ้า แต่ให้เราจดจ่อที่จะรับเอาทุกสิ่งที่เราต้องการจากพระองค์

ผมเชื่อว่ายิ่งคุณมีจิตสำนึกแห่งความชอบธรรมเท่าไหร่ คุณยิ่งจะมีประสบการณ์ในความโปรดปรานของพระเจ้าที่ไม่สมควรได้รับมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เมื่อใดที่เสียงแห่งการทำให้ขาดคุณสมบัติมาเพื่อจะเตือนคุณให้นึกถึงสิ่งที่คุณทำผิดพลาด นั่นเป็นเวลาที่จะหันกลับมาหาพระเยซูและฟังเสียงของพระองค์ ซึ่งจะเติมเต็มคุณสมบัติแก่คุณ นี่เป็นการต่อสู้ในความเชื่อ! ต่อสู้เพื่อจะเชื่อว่าคุณเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยการกระทำ

เปาโล กล่าวถึงความสำเร็จของเขาภายใต้ธรรมบัญญัติว่า เขาถือว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็น”เพียงหยากเยื่อเพื่อเขาจะได้พระคริสต์  ไม่ใช่การมีความชอบธรรมของตนเอง ซึ่งมาจากธรรมบัญญัติ แต่เป็นความชอบธรรมที่มาโดยความเชื่อในพระคริสต์ ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าโดยความเชื่อ” (ฟิลิปปี 3:8-9)

ดังนั้นจึงชัดเจนว่ามีความชอบธรรมอยู่ 2 ประเภทด้วยกันในพระคัมภีร์ : (1) ความชอบธรรมที่มาจากการเชื่อฟังของคุณเองและจากการพยายามของคุณเองเพื่อจะได้รับมา (2) ความชอบธรรมที่มาจากความเชื่อในพระเยซูคริสต์

ประเภทหนึ่งในนั้นมีพื้นฐานที่สมบูรณ์ และมั่นคงไม่สั่นคลอน หนึ่งในนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวคุณเอง และขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาธรรมบัญญัติของตัวคุณ  ในขณะที่อีกอันหนึ่งนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระศิลาชั่วนิรันดร์ คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า   ประเภทที่หนึ่งนั้นสามารถให้ความมั่นใจคุณที่จะขอความโปรดปรานจากพระเจ้าในบางสถานการณ์เท่านั้น เพราะมันขึ้นอยู่กับความสามารถในการกระทำดีของคุณเอง  ในขณะที่ประเภทที่สองให้ความมั่นใจคุณได้เสมอ ตลอดเวลาที่จะเข้าสู่ความโปรดปรานที่ไม่ควรได้รับ และแม้ในเวลาที่คุณรู้สึกไม่สมควรได้รับอย่างที่สุด

ความชอบธรรมประเภทใดกันที่คุณอยากจะพึ่งพิงในเวลาที่แรงกดดันถาโถมเข้ามา — ความชอบธรรมของตัวคุณเองที่สั่นคลอนไปมา หรือความชอบธรรมอันสมบูรณ์ดั่งศิลามั่นคงของพระเยซู?  คือความเชื่อในความชอบธรรมของพระเยซูเท่านั้นที่มอบสิทธิให้คุณได้รับความโปรดปรานของพระเจ้า  ในวันนี้ ก็เพราะสิ่งที่พระเยซูทำบนไม้กางเขน คุณสามารถคาดหวังว่าสิ่งดีดีจะเกิดขึ้นกับคุณ  คุณสามารถขอพระเจ้าในสิ่งยิ่งใหญ่และเอื้อมคว้าลิขิตชีวิตแห่งพระพรที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ให้คุณและครอบครัวของคุณ

ความชอบธรรมของพระองค์เป็นสิทธิของคุณที่จะได้รับความโปรดปรานของพระเจ้า อย่าปล่อยให้มีเสียงกล่าวโทษใดใดมาบอกคุณเป็นอย่างอื่นเด็ดขาด!