คำพยานชีวิต(บางส่วน) ของ ดร.ซุน ยัตเซ็น
คำพยานชีวิต(บางส่วน) ของ ดร.ซุน ยัตเซ็น
ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาประเทศจีนยุคใหม่” เป็นผู้สถาปนาประเทศจีนในระบอบประชาธิปไตย เป็นผู้นำก่อการปฏิวัติ ล้มล้างการปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งมีมานานนับพันปี
ในสมัยราชวงศ์ชิง ผู้ชายทั้งประเทศไว้ผมยาว ถักเปีย ใส่หมวก ผู้หญิงมีสกุลต้องห่อนิ้วเท้าให้ติดกันด้วยความเจ็บปวด บ้านเมืองล้าหลังไม่มีวิชาความรู้ มีแต่แรงงานยากจน เกิดสงครามภายในหลายก๊กหลายเผ่า ไม่มีไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ รถยนต์ รถไฟ ประเทศอ่อนแอ ประเทศมหาอำนาจเข้ามาล่าอาณานิคม ฝิ่น ยาเสพติด ประชาชนมัวเมางมงายกราบไหว้รูปเคารพ
ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้มาปลดโซ่ตรวนเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย โดยยึดหลัก 3 ข้อ
1. ประชาชนกินดีอยู่ดี
2. ประชาชนมีอำนาจ
3. ประชาชนเป็นใหญ่
ยึดหลักต่อสู้พัฒนาประชาธิปไตยจนเติบโต ให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประเทศชาติเจริญ ประชาชนมีความสุข มีไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ รถยนต์ รถไฟ โรงพยาบาล โรงเรียน คริสตจักร มูลนิธิ ธนาคาร ฯลฯ ถือได้ว่าเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออก
ซึ่งเบื้องหลังผลงานชิ้นนี้ คือพลังอานุภาพผลักดันมาจากพระเจ้า ท่านได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ อธิษฐานอวยพรประชาชน ไม่ให้เกิดใจโลภ ไม่อิจฉา ไม่บ้าอำนาจ ไม่กราบไหว้รูปเคารพ ใช้หลักแห่งพระคริสตธรรมคัมภีร์สอนให้รักกัน อภัยกัน ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้กล่าวไว้ว่า “ ความสำเร็จของการปฏิวัติ เกิดจากความหวัง ความอดทนสูงสุดภายใต้ร่มพระคุณแห่งการช่วยเหลือเสริมกำลังจากพระเจ้า”
ดร.ซุน ยัตเซ็น ไม่เพียงเป็นผู้นำทางการเมืองการปกครอง ผู้นำคณะปฏิวัติระบอบสังคมเท่านั้น ท่านยังเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้นำมาซึ่งการปฏิวัติทั้งศาสนาและแนวความคิดของประเทศจีนด้วย
ในวัยเยาว์ มีนิสัยขยันหมั่นเพียร มุ่งแสวงหาความจริงและหลักธรรม จนอาจารย์ในโรงเรียนเอกชนที่รับเด็กคนนี้ไว้เป็นศิษย์ รู้สึกทึ่งในความสามารถ
สมัยเด็ก ท่านมักจะถามคุณแม่ถึงความลี้ลับของจักรวาล…ใครเป็นผู้สร้างโลกและฟ้าดิน? มนุษย์ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน?… ความเฉลียวฉลาดของท่าน ทำให้คุณแม่ถึงกับหมดปัญญา
ในวัย 13 ขวบ ซุน ยัตเซ็น ได้ไปอาศัยอยู่โฮโนลูลู รัฐฮาวาย อเมริกา พร้อมกับมารดา ท่านได้เขียนบรรยายไว้ว่า “ ครั้งแรกที่เห็นเรือเดินสมุทร รู้สึกทึ่งในความมหัศจรรย์ของเรือลำนี้มาก เมื่อได้ออกสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของโลกตะวันตก อยากค้นคว้าเพื่อให้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้”
เมื่อมาถึงโฮโนลูลู ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนศาสนาคริสต์แห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้เพียง 14 ปี ความสามารถในการเรียนทำให้อาจารย์ใหญ่ Alfred Willis รู้สึกประทับใจและเอาใจใส่เด็กคนนี้เป็นพิเศษ ซุน ยัตเซ็น เพียรพยายามเข้าร่วมประชุมอธิษฐานและเรียนรวีวารศึกษาที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ จึงมีความรู้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างลึกซื้ง เมื่ออายุ 17 ปี ได้ย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเซ็นต์หลุยส์ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะเข้าพิธีบัพติศมาและอยากเป็นศาสนาจารย์ แต่เมื่อพี่ชายคนโตรู้เข้าก็โกรธมาก จึงสั่งให้พักการเรียนและกลับประเทศเป็นการด่วน
เมื่อกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านซุ่ยเอิง อำเภอจาชาน มณฑลกวางตุ้ง ได้พบว่าชาวบ้านตกอยู่ในความงมงายเอาแต่กราบไหว้รูปเคารพ จึงบ่นกับเพื่อนร่วมรุ่น (ลู่ เฮ่า ตง) อยู่บ่อยๆ วันหนึ่งท่านวิ่งไปที่ศาลเจ้าองค์เทพเป่ยตี้ (พระราชาเหนือ) แล้วชี้หน้าด่ารูปปั้นนั้นว่า “รูปปันที่สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ ช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วจะไปช่วยคนได้อย่างไร จะหักแขนให้ขาด ดูซิว่าจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน?” พูดจบก็ตรงเข้าไปกระชากแขนข้างหนึ่งของรูปปั้นนั้น เรื่องนี้ ดังไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านโกรธเคืองมาก ต่างมองว่าเป็นการทำบาปและลบหลู่องค์เทพ จึงตีฆ้องร้องป่าวรวมตัวกันขับไล่ ซุน ยัตเซ็น ออกจากหมู่บ้าน ซุน ยัตเซ็น จึงย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกง
ที่ฮ่องกง ได้เข้ารับการศึกษาที่ “โรงเรียนป๋าชุ่ย” และมักจะใช้เวลาร่วมฟื้นฟูกับโบสถ์คริสต์จี้ผินถาง ซึ่งได้รับคำสอนจากศาสนาจารย์โอว เฟิ่งชี และได้รับการเสริมสร้างทั้งในด้านรัฐศาสตร์และพระวจนะของพระเจ้า ต่อมาได้เข้าพิธีบัพติศมา โดยมิชชันนารีอเมริกัน C.R. Hager และลงทะเบียนเป็นสมาชิกสมบูรณ์ในคริสตจักรท้องถิ่น ขณะนั้นอายุได้ 18 ปี แต่เมื่อพี่ใหญ่ทราบเข้าก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง สั่งให้กลับไปเมืองโฮโนลูลู พร้อมกับริบมรดกทางบ้านทั้งหมด ซุน ยัตเซ็น เมื่อได้ทราบเรื่องนี้แทนที่จะโกรธแค้น แต่กลับนิ่งสงบ ไม่บ่นสักคำ พี่ใหญ่สั่งให้คนเฝ้าดู ซุน ยัตเซ็น ห้ามเกี่ยวข้องกับคริสตจักรอีก ท่านรู้สึกหดหู่ใจอยู่ระยะหนึ่ง จึงได้ร้องขอให้อาจารย์ ออกทุนให้กลับไปเรียนแพทย์ที่เมืองกวางเจา ณ โรงพยาบาลโป๋จี้ เพราะมีความประสงค์จะให้แพทย์ศาสตร์ เป็นสื่อในการช่วยเหลือคนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ร้อน และมีอุดมการณ์ที่สูงส่งคือ การก่อปฏิวัติช่วยชาติและประชาชนให้รอดพ้นจากความทุกข์ยาก ซึ่งขณะนั้น ท่านมีอายุ 20 ปี
ต่อมา ได้ย้ายไปเรียนแพทย์ศาสตร์ที่โรงพยาบาลยาหลี ฮ่องกง ซึ่งพอดีกับ ดร.คาง เต๋อหลี ผู้อำนวยการใหญ่ของโรงพยาบาลแห่งนี้ เป็นคริสตชนที่ศรัทธาในหลักพระธรรมอย่างเข้มแข็ง ได้ให้ความช่วยเหลือ ซุน ยัตเซ็น มาโดยตลอด โดยเฉพาะช่วยให้พ้นจากการถูกจับกุมคุมขัง ในระหว่างปิดภาคเรียน ซุน ยัตเซ็น ได้จัดกิจกรรมที่อำเภอเชียงชาน จัดงานประกาศและนำคนมากมายมาสู่ประตูแห่งความรอดนิรันดร์ ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้สำเร็จการศึกษาวิทยาลัยแพทย์ศาสต์ในวัย 27 ปี ด้วยคะแนนอันดับหนึ่งของโรงเรียน และสอบได้คะแนนเต็มทุกวิชา สร้างสถิติสูงสุดให้ทางโรงเรียน จีงเห็นได้ว่าท่านเป็นบุคคลเป็นเลิศในปัญญา เป็นพรจากพระเจ้าเบื้องบน จึงสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น
ดร.ซุน ยัตเซ็น เดินทางไปทั่วทุกแห่ง ไม่เพียงแค่เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ปฏิวัติสร้างชาติใหม่ ท่านยังทำหน้าที่ผู้เผยแพร่คริสตศาสนาด้วย ท่าน C.R. Hager เล่าว่า ซุน ยัตเซ็น มีใจร้อนรนในการประกาศข่าวประเสริฐ ท่านยึดมั่นในความเป็นธรรมิกชน ดั้งนั้น ถ้าหากในฮ่องกง มีโรงเรียนพระคริสตธรรมและมีผู้สนับสนุน ซุน ยัตเซ็น ก็อาจจะกลายเป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และจะนำคนมากมายมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ได้
ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1912 (ครบรอบ 100 ปี) ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้สถาปนาประเทศสาธารณรัฐจีนสำเร็จ และในฐานะประธานาธิบดีคนแรกของประเทศจีน ได้เขียนจดหมายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านรัฐศาสตร์กับศาสนา ให้กับเพื่อนชาวอเมริกัน ในจดหมายกล่าวว่า “ การให้อำนาจรัฐกับศาสนาแยก ออกจากกัน ถือเป็นตัวอย่างปฏิวัติทั่วไปในบรรดาอารยประเทศในยุคนี้ เพราะการแยกออกจากกัน ทำให้การปฏิบัติศาสนกิจและการแพร่หลักศาสนามีความเป็นอิสระ ไม่ถูกรบกวนหรือแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ ช่วยทำให้คริสตจักรเปิดเผยความจริงในพระคัมภีร์ หลักคำสอนเป็นไปตามเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของศาสนาคริสต์”
และท่านยังได้เขียนจดหมายถึง ดร.คางเต๋อ หลี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยาหลี ฮ่องกง กล่าวว่า “ ที่ ท่านอธิษฐานเผื่องานของข้าพเจ้านั้น เป็นเวลายาวนานด้วยความสัตย์ซื่อ ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งสู่ความสำเร็จสร้างประเทศจีนให้มีอิสระในการ นับถือศาสนา และขอคาดการณ์ว่า ประเทศจีนใหม่ที่พึ่งสถาปนาขึ้นนี้ จะกลายเป็นประเทศที่ได้รับการเจิมของพระคริสต์ จะเจริญรุ่งเรืองต่อไป เชื่อว่าการนี้ จะทำให้ท่านเป็นสุขได้”
ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้กล่าวคำปราศัยในงานสังสรรค์คริสตจักรกวางเจา เมื่อปี 1913 ว่า “วันนี้ พี่น้องทั้งหลายได้กลับมาพบปะกัน ควรย้อนไปถึง เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งข้าพเจ้าได้เริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในสถานที่นี้ ได้ร่วมกันเสวนาพร้อมๆ กับท่านศาสนาจารย์ และพี่น้องเพื่อนฝูง ความสุขนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำอันยาวนาน…คริสตชนทั้งหลาย ย่อมมีหน้าที่เผยแพร่พระคริสตธรรม และมีหน้าที่ในการสร้างสรรค์ประเทศชาติ ช่วยจรรโลงให้ทั้งศาสนาและประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองอย่างสมบูรณ์แบบ”
ในปี 1924 ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้เข้าร่วมกิจกรรมก่อตั้งสมาคมคริสต์เยาวชนแห่งประเทศจีน ครบรอบ 25 ปี และได้กล่าวคำปราศรัยว่า “ คริสต์ เยาวชนแห่งประเทศจีน มีหน้าที่บุกเบิกสร้างสรรค์ประเพณีอันดีงามของสังคม จุดประกายให้เกิดพลังความคิดสร้างสรรค์ ช่วยให้ชาวจีนหลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหงของชาวต่างชาติ เช่นเดียว กับวีรกรรมของโมเสส ที่ได้นำชาวอิสราเอลเดินเท้าอพยพออกจากอียิปต์”
ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้สมรสกับ ซ่งซิ่งหลิง หนึ่งในสามลูกสาวในครอบครัวคริสเตียน คุณพ่อเป็นมิชชันนารี ท่านมีความเชื่อมั่นในพระเจ้า อธิษฐานอย่างจริงใจ เป็นเอกลักษณ์ของคริสตชน หลังจากประสบความสำเร็จในการปฏิวัติ มีเพื่อนฝูงจัดงานเลี้ยงฉลองที่บ้านและเชิญท่านมาร่วมงาน ท่านได้กล่าวปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ขณะนี้ยังไม่ถือว่าสำเร็จ ไม่ควรฟุ่มเฟือย ขอให้เลี้ยงด้วยบะหมี่ถ้วยเดียวก็พอ และต้องขอบคุณพระเจ้าที่ได้ประทานความสำเร็จให้
ลูกๆ ของ ดร.ซุน ยัตเซน ได้บันทึกในหนังสือประวัติครอบครัวว่า ก่อนจากไป 1 วัน ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้ย้ำว่า “ตน ได้ต่อสู้กับซาตานมานาน 40 กว่าปี ทุกคนในครอบครัวจึงควรยึดถือเป็นแบบอย่าง สู้เพื่อหลักธรรมต่อไป และจงเชื่อมั่นในพระเจ้ายิ่งขึ้น”
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 1925 ซึ่งท่านป่วยหนักจนรู้ตัวว่าอาจไม่รอด จึงกล่าวกับบรรดาญาติมิตรเพื่อนฝูงที่มาเฝ้าไข้ว่า “ข้าพเจ้า เป็นคริสตชน ได้รับคำบัญชาจากพระเจ้า ให้มาประกาศสงครามกับความชั่วร้าย เมื่อข้าพเจ้าตายจากไป ก็อยากให้ทุกคนรู้ว่า ข้าพเจ้ายังคงเป็นคริสตชนคนหนึ่ง” ซึ่งในภาวะสังคมขณะนั้น อิทธิพลของศาสนาและความเชื่อต่างๆ ยังคงครอบงำจิตใจของชาวจีนส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีฐานะในสังคม เมื่อรับเอาพระคริสตธรรมคัมภีร์ไปแล้ว ก็ไม่กล้าเปิดเผยตนเองในฐานะธรรมิกชน แต่ ดร.ซุน ยัตเซ็น มีความกล้าหาญ กล้าประกาศความเชื่อของตนเองต่อสาธารณชนจนสิ้นลมหายใจ ท่านมุ่งมั่นในหลักธรรมอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ด้วยพลังศรัทธาอย่างแรงกล้า เป็นพยานแห่งชีวิตจริง พิสูจน์ให้ชาวโลกได้ประจักษ์ในพลังแห่งความเชื่อ
ดร.ซุน ยัตเซ็น ได้จากไปอยู่กับพระเจ้า ในปี ค.ศ. 1925 รวมอายุได้ 60 ปี


ใส่ความเห็น